2007/May/25


เสียงกลอนประตูถูกเปิดออก วิลเลี่ยมปาดเหงื่อออกจาหน้าผากหลังจากใช้เวลาสะเดาะกลอนอยู่นาน

เอาล่ะ! เรียบร้อย คราวนี้ก็เดินอาดๆออกไปข้างนอกได้แล้ว

มีดีเหมือนกันนะเราน่ะ

เลวินพูดชมแต่วิลเลี่ยมกลับไม่รู้สึกว่าตัวเองถูกชมอยู่ คาลิสโตพุ่งตรงไปที่ทางเดิน จัดการกับยามสองคนให้สลบในพริบตาโดยไม่มีโอกาสได้อุทานอะไรสักคำเดียว ตอนนี้เขากำลังรู้สึกเป็นห่วงและกังวลกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ คาลิสโตตบหน้าตัวเองเรียกสติกลับคืนมา ยังไม่ถึงเวลาที่จะคิดอะไรต่อมิอะไรให้มากนอกจากสถานการณ์เฉพาะหน้า

..

ที่นี่ที่ไหน...

ริลิสเดินวนเวียนอยู่ในห้องสีขาวนี้มาหลายชั่วโมงแล้ว เธอถามใครสักคนที่จะหาคำตอบได้ว่า ที่ๆเธออยู่ตอนนี้ คือที่ไหนบนโลก

ภายในตัวของเธอยังไงล่ะ

เสียงๆหนึ่ง ดังขึ้นมา

ห้องที่ว่างเปล่า สมกับเป็นตัวของเธอ ที่นี่เป็นเขตแดนของเธอ เป็นสิ่งที่เธอสร้างขึ้นมายังไงล่ะ

แล้ว ฉันเป็นใคร?

เธอคือดวงจันทร์ ส่วนฉันคือดวงอาทิตย์

ดวงจันทร์? ดวงอาทิตย์?

ใช่แล้ว ริลิส ใช่แล้ว

เสียงนี้ดังกึกก้องอยู่ในสมองของเธอ รีลิสไม่รู้ว่ามันหมายถึงอะไร เธอรู้เพียงแค่ว่าเหตุการณ์บางอย่างที่น่ากลัวกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยที่เธอไม่สามารถหยุดยั้งได้ เสียงนั้นค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงอันน่าสะพรึงกลัวราวกับปีศาจ

เจ้าชีวิตแห่งข้า... ปลดปล่อยข้าออกมาสิ... ปลดปล่อยข้าออกมา...

นัยน์ตาสีแดงทั้งสองแวววาวอยู่ในความมืดมิด ความรู้สึกบางอย่างแผ่พุ่งเข้ามาในตัวของรีลิส เสียงหัวใจเต้นระรัว สิ่งนี้ที่คนธรรมดาเรียกว่าความกลัว แต่นี่เป็นความกลัวครั้งแรกใชชีวิตของเธอ ตอนนั้นเองที่เธอต้องการจะออกไปจากที่นี่

หนีอย่างนั้นหรือ? เจ้าหนีไปไหนไม่พ้นหรอก สักวัน เจ้าก็ต้องกลับมาที่นี่อีกครั้ง

รีลิสหลับตาลง จากนั้นเสียงก็เงียบไป เธอค่อยๆลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เธอได้เห็นคือใบหน้าของมาเรียที่แสดงความเป็นห่วง กับเสียงเอะอะอึกทึกอยู่รอบข้าง ตามมาด้วยอาการปวดหัวอย่างรุนแรง

หนี หนี ไป

ริลิสพยายามที่จะพูดออกมา

......

ทางเดินสู่ห้องโถงใหญ่ เต็มไปด้วยทหารรักษาการณ์ที่นอนสลบไสลไม่ได้สติเพราระเบิดควันสลบของเรน่า

เท่านี้ก็คงหมดแล้วล่ะ รีบไปกันเถอะ!

คาลิสโตพยักหน้ารับและออกวิ่งนำหน้าไปทันที แต่พอมาถึงที่หน้าประตูก็ต้องหยุดวิ่ง ที่หน้าประตูบานนั้นถูกขวางไว้ด้วยอัศวินในเกราะสีทองที่มีผ้าคลุมยาวสีดำสนิทคลุมทับ อัศวินผู้นั้นหยิบดาบที่ใหญ่และยาวไม่แพ้ดาบรูนซอร์ดของแวเรี่ยน ชี้มาที่หน้าของคาลิสโต

จากตรงนี้ไป เจ้าจะผ่านไปไม่ได้เด็ดขาด คาลิสโต

น้ำเสียงที่เฉียบขาดและเยือกเย็นราวน้ำแข็งดังขึ้น ท่ามกลางโถงมืดๆที่สะท้อนเสียงนั้นก้องกังวาล คาลิสโตหน้าซีดเผือด เขาไม่คิดว่าจะต้องเจอกับชายผู้นี้ในฐานะศัตรูเช่นนี้ คนอื่นๆที่วิ่งตามหลังมาเมื่อได้เห็นเหตุการณ์ก็พลอยชะงักไปด้วย

ท่านซิมโฟไนท์!

เลวินพูดขึ้น

พวกเจ้าก็ด้วย เลวิน... เรน่า...

แต่ว่า... ท่าน

คาลิสโตพยายามข่มความกลัว

ท่านอาจารย์ ทำไมต้องขวางข้าไว้ด้วย

ซิมโฟไนท์ไม่ตอบอะไร เพียงแต่ปักดาบเซนต์ฟลอร่าลงกับพื้นแล้วพูดเป็นคำสุดท้าย

หน้าที่ของข้าคือขวางพวกเจ้าเอาไว้ ใครก็ตามที่เข้ามามากว่าสามก้าว ตาย...

คาลิสโตรู้ดีว่าคนอย่างซิมโฟไนท์ คำพูดทุกคำถือเป็นคำขาดและจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง อัศวินในตำนานของกองทัพอาร์ค แห่งฟรีด้อมผู้นี้ การต่อกรกับเขาถือเป็นฝันร้ายของทหารทุกคนในสมรภูมิ ทว่า มาเรียกับรีลิสที่อยู่ในห้องข้างหน้านั้นสำคัญยิ่งกว่า คาลิสโตคิดตรึกตรองดูแล้ว จึงชักดาบออกมาและตั้งท่าเตรียมต่อสู้

เอาจริงเหรอ คุณคาลิสโต!

คาลิสโต้ไม่พูดอะไร เวลานั้นเอา เขาคิดไปถึงอุดมการณ์ของเฟนริท และคิดถึงตัวเองมาตลอดว่า ตัวเองกำลังต่อสู้เพื่ออะไร มาตอนนี้เอง คาลิสโตเหมือนจะค้นพบคำตอบนั้นแล้ว

ท่านอาจารย์ ข้าไม่เคยคิดจะต่อสู้กับท่าน แต่ตอนนี้สถานการณ์บังคับให้ข้าต้องทำ ขออภัยด้วย

กล้าหาญดีมาก ถ้าเช่นนั้นจงเข้ามา

เซนต์ฟลอร่าตวัดกวาด กินรัศมีเป็นวงกว้าง คาลิสโตก้มและพุ่งเข้าหาด้วยท่าแทง ซิมโฟไนท์ถอนดาบของตนรับไว้ได้ทัน ดาบของทั้งสองคนเข้าปะทะกันในทันที โดยไม่มีใครรู้ว่าผลของการต่อสู้ในครั้งนี้จะลงเอยเช่นไร...


2007/May/25

รีลิสคนเดิมแต่คาลิสโตรู้สึกถึงความผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด รอบๆบริเวณที่รีลิสยืนอยู่เต็มไปด้วยม่านสนามพลังที่เธอกางออกมาโดยไม่รู้สึกตัว ดวงตาสีฟ้าใสจ้องมาที่ทุกคน พื้นห้องสั่นสะเทือนด้วยความกดอากาศสูงภายนอก

แย่แล้ว!

คาลิสโตรู้สึกดัวโดยสัญชาติญาณ จากนั้นก็ตะโกนขึ้นทันทีที่สังเกตุเห็น

ทุกคน! หาที่หลบที่ปลอดภัยที่สุด เร็ว!

ทันทีที่พูดจบคาลิสโตก็กระโดดคว้าตัวมาเรียหลบมาที่ผนังห้องอีกด้านหนึ่ง ส่วนคนอื่นๆก็กระจายกันไปคนละทาง เม็ดแสงขนาดเล็กหลายร้อยหลายพันเริ่มจับตัวกันเป็นรูปร่าง ปีกสีขาวที่กำเนิดจากแสงกางสยายออก พื้นห้องปรากฎอักขระพิศดารล้อมรอบดาวหกแฉก กลายเป็นเขตอาคมขึ้นมา ผนังห้องเริ่มปริร้าวแรงสั่นสะเทือนเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นทุกที

คาทาสโทรฟี่... เสียงอันราบเรียบของรีลิส จบประโยคนั้น แสงสีขาวพุ่งออกมาจากดาวหกแฉกนั้น ปรากฎเป็นหัวกระโหลกยักษ์สามหัว ใบหน้าที่บิดเบี้ยวนั้นเกรอะกรังและเต็มไปด้วยเลือด มันอ้าปากออกและระเบิดเพลิงสีม่วงออกมาทุกทิศทาง ผนังและพื้นบางส่วนถูกทำลายหายไปไม่เหลือแม้ฝุ่นผง เหลือเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ให้แสงสว่างจากภายนอกห้องส่องลอดเข้ามา แรงสั่นสะเทือนค่อยลดลงพร้อมๆกับเสียงตะโกนของเรน่าดังขึ้น

ห้องทดลองของชั้น! ไม่นะ!

อสูรยักษ์คาทาสโทรฟี่ค่อยเลือนหายไปพร้อมกับดาวหกแฉก รีลิสหลับตาลงและล้มไปในทันที คาลิสโตวิ่งออกมาจากที่กำบังคนแรกไปประคองตัวเธอขึ้นมา เหตุการณ์เริ่มสงบลง ทหารที่ได้ยินเสียงต่างวิ่งกรูกันเขามาในห้อง เรน่ายังคงนั่งอยู่ที่พื้นด้วยอาการช็อค เธอพร่ำบ่นด้วยความเสียดายในห้องทดลองที่หายวับไป

อัญเชิญอสูร ไม่ผิดแน่ เด็กคนนี้...

มาเรียจ้องมองรีลิสด้วยความตกใจมากกว่าคนอื่น

พลังที่จะช่วยโลกได้ ในขณะเดียวกันก็อาจทำลายโลกได้เช่นนี้... พระเจ้า ท่านเล่นตลกอะไรกับพวกเรากันแน่

.


คาลิสโตเดินวนไปมาอยู่ในห้องอย่างหงุดหงิด ไม่มีครั้งไหนเลยที่เขาจะว้าวุ่นใจเท่าครั้งนี้ นับตั้งแต่เรื่องของรีลิสเข้าถึงหูไฮแลนด์ เขาและคนอื่นๆก็ถูกกักตัวทันที ไม่เว้นแม้แต่ท่านมาเรียที่ถูกสอบสวนจากสภาประชาชน และอาจถึงขั้นถอดถอนจากอำนาจการปกครองได้ ส่วนรีลิสก็ถูกพาตัวไปโดยที่เขาและใครๆก็ไม่อาจรู้ชะตากรรมที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ในห้องแคบๆที่อัดคนไว้ถึงสี่ชีวิต

ระหว่างที่กำลังมองคาลิสโตนั่งบ่นอยู่สายตาของเลวินก็เหลือบไปเห็นวิลเลี่ยมกำลังก้มๆเงยๆอยู่ที่ลูกบิดประตู

ทำอะไรของนาย?

เรน่าก็อดสงสัยไม่ได้เหมือนกันจึงถามออกไป แต่กลับได้ยินเป็นเสียงแหบๆโวยกลับมา

ชี่!...เงียบหน่อยสิ!...

เศษลวดเล็กๆถูกดึงออกมาจากขอบรองเท้าและดัดเป็นรูปทรงอย่างชำนาญ ตลอดเวลาที่ทำการงัดแงะวิลเลี่ยมแทบไม่ปริปากออกเสียงอะไรให้ได้ยินเลย ทั้งที่ปกตินั้นออกจะพูดมากไปด้วยซ้ำ นั่นเป็นเพราะความเคยชินเมื่อต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองจากการขโมยของชาวบ้าน

นี่... ถ้าจะออกไปล่ะก็ สู้ระเบิดทิ้งเลยไม่ดีกว่ารึไง

เรน่าพูดขัดเป็นครั้งที่สองและก็ถูกวิลเลี่ยมโต้กลับในทันที

จะบ้ารึไง! ขืนทำแบบนั้นทหารก็ได้แห่กันมาเต็มน่ะสิ!

พูดจบก็ก้มหน้าลงทำงานต่อ เรน่ารู้สึกว่าตัวเองพูดอะไรโง่ๆออกไปซะแล้ว...

.

ร่างของรีลิสที่ยังไม่ได้สตินอนอยู่บนเตียงไม้ขนาดใหญ่โดยมีมาเรียคอยดูแลอยู่ ล้อมรอบไปด้วยเหล่าวุฒิสภาประชาชนหลายสิบคนที่กำลังส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนาๆ บ้างก้ไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าบุคคลในคำทำนายจะเป็นเพียงแค่เด็กคนหนึ่ง

ความคิดเห็นถูกแบ่งเป็นสองฝ่ายในทันที คือฝ่ายที่สนับสนุนความคิดของมาเรีย กับฝ่ายที่ถือหางข้างไฮแลนด์ซึ่งมีมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด การถกเถียงมีทีท่าว่าจะไม่เลิกราง่ายๆเหมือนการประชุมในครั้งที่แล้ว

เด็กคนนี้จะนำหายนะมาสู่โลกของเรา ไยพวกท่านจึงไม่คิดจะตัดไฟเสียแต่ต้นลมล่ะ!

ไฮแลนด์ลุกขึ้นพูดน้ำเสียงดุดัน

โหดร้ายที่สุด!

มาเรียตอบโต้ออกไป แต่ก็รู้ว่าตัวเองมิได้มีอำนาจที่จะทำอะไรได้ในตอนนี้

ท่านไฮแลนด์ ท่านจะใจคอโหดเหี้ยมอำมหิตขนาดเอาชีวิตของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งได้เชียวหรือ

น้ำเสียงของมาเรียพอที่จะทำให้ไฮแลนด์ลดความเกรี้ยวกราดลงได้บ้าง และมองไปยังรีลิสที่กำลังหลับสนิทอยู่ พลันนั้น สายตาก็ไฮแลนด์อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด

เด็กผู้หญิง...ข้าจะฆ่าเด็กคนหนึ่งได้ลงคอ...

เครเซนต์ ดิวาล มองทะลุไปถึงจิตใจของนายหัวของเขา ไฮแลนด์กำลังสับสนและลังเลใจ เพราะนี่อาจเป็นจุดดีและจุดอ่อนเพียงอย่างเดียวของกษัตริย์องค์นี้ก็ได้ เครเซนต์ไม่ยอมปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไปเป็นแน่ การควบคุมจิตใจของคนที่กำลังอ่อนแอเป็นสิ่งที่เขาถนัดเป็นที่สุด โดยเฉพาะกับกษัตริย์หนุ่มที่สามารถนำพาตัวเขาให้ยิ่งใหญ่กว่าตำแหน่งที่เป็นอยู่ในตอนนี้ได้

ท่านจะลังเลใจไม่ได้นะ

เครเซนต์ใช้เสียงต่ำที่ฟังดูน่ากลัว

เด็กคนนี้คือศัตรู คือหายนะต่อตัวท่านและประชาชน

คำพูดนี้ราวกับจะควบคุมจิตใจของไฮแลนด์เอาไว้

ใช่... เธอคือศัตรู... เราไม่ควรเห็นใจศัตรู เธอไม่ใช่เด็กธรรมดา!

มาเรียรับรู้บางอย่างผ่านเข้ามาในสมองทันที บุคคลที่เธอควรจะระวังมากที่สุดนั้นกลับไม่ใช่ไฮแลนด์ แต่คือเครเซนต์ ดีวาลนั่นเอง เพียงแค่ผู้ติดตามกษัตริย์ แต่มีอำนาจควบคุมการตัดสินใจของคนๆหนึ่งได้ถึงเพียงนี้ ตลอดเวลาเธอไม่เคยรู้สึกตัวเลยว่าเหตุแตกแยกของสภานั้นเกิดขึ้นมาเพราะใคร บัดนี้เอง ชายคนนั้นมาปรากฎอยู่ตรงหน้าแล้ว...

2007/May/25


ระเบียงหินอ่อนทอดยาวเชื่อมตัวปราสาททั้งสองเข้าด้วยกัน ประดับด้วยเสาหินสีขาวสลักลวดลายดอกไม้ สู่เฉลียงด้านตะวันตกของโอราเคิล มาเรียสั่งให้ทหารเปิดประตไม้บานใหญ่ออก ภายในนั้นเต็มไปด้วยชั้นหนังสือหลายร้อยชั้นเรียงรายอยู่เป็นรูปครึ่งวงกลม ใจกลางห้องเป็นลูกโลกจำลองที่กำลังหมุนไปเรื่อยๆ

เรน่า อยู่ที่ไหนน่ะ เรน่า!

มาเรียตะโกนเรียกแต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับ วิลเลี่ยมเหลือบไปเห็นประตูบานเล็กๆอยู่ถัดไปอีกห้องหนึ่ง ที่บานประตูมีป้ายไม้เขียนข้อความด้วยสีทอง

ห้องของเรน่า ผู้ไม่มีกิจห้ามเข้า

วิลเลี่ยมค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ประตูนั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ยังไม่ทันทำอะไรเสียงระเบิดก็ดังขึ้น พื้นห้องสั่นสะเทือนเบาๆประตูเปิดออกดังโครมม่านควันพวยพุ่งออกมาจากภายในห้อง

เกิดอะไรขึ้นน่ะ!

คาลิสโตวิ่งเข้ามาทันทีที่ได้ยินเสียง ควันเริ่มจางลงเรื่อยๆ ภายใต้นั้นเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งใบหน้าและผมเต็มไปด้วยฝุ่นและคราบเขม่า หล่อนกำลังควานหาอะไรบางสิ่งอย่างรีบร้อนทั้งที่ยังสำลักควันอยู่

แว่น! แว่นตาฉันหายไปไหน!?

อยู่บนหัวเธอน่ะ...

คาลิสโตถอนหายใจแล้วก็หัวเราะเบาๆ

อ๊ะ! แย่จัง

เรน่าคว้าแว่นตากลมที่คาดอยู่บนหน้าผากมาใส่ หน้าแดงเล็กน้อยด้วยความเขิน

คุณคาลิสโต! กลับมาแล้วเหรอ

หล่อนคว้าแขนคาลิสโตไปเกาะราวกับคนรู้จักกันมานาน

นี่ๆ ฉันก็กลับมาเหมือนกัน ไม่เห็นทักทายกันเลยซักนิด

เลวินยืนกอดอกพิงกำแพงอยู่พูดขึ้นพลางมองมาที่เรน่าด้วยสายตาแปลกๆจนเรน่าหันกลับมาค้อน ทั้งสองคนเขม่นกันอยู่นานจนมาเรียเดินมาห้ามไว้

ทั้งสองคน ไว้ทะเลาะกันต่อทีหลังเถอะนะจ๊ะ

สำหรับหมอนี่ฉันไม่อยากเสียเวลาต่อปากต่อคำด้วยหรอกค่ะ ว่าแต่ท่านมาเรียอุตส่าห์มาถึงที่นี่มีอะไรให้ช่วยหรือคะ?

เรน่าถามมาเรียอย่างแปลกใจ เพราะนานทีปีหนที่จะเห็นมาเรียออกจากห้องมาถึงที่นี่โดยไม่มีธุระสำคัญ

เรื่องใหญ่เลยล่ะจ๊ะ เรน่า ดูนี่สิ

มาเรียจูงมือรีลิสเดินมาหาเรน่าแล้วยิ้ม

นี่ไง รีลิส

เรน่าจ้องมองรีลิสตั้งแต่หัวจรดเท้า ดูเธอจะตื่นเต้นกับชื่อริลิสมาก

นี่... ตัวจริงหรือคะ!?

จริงสิ นี่แหละ รีลิสตัวจริงเสียงจริงเลย

....................................


ภายในห้องทดลองของเรน่า เต็มไปด้วยเครื่องจักรกล และขวดยาหลากสี ตำราทั้งหนาและบางหลายร้อยเล่มกองสุมกันอยู่เต็มทางเดิน ดูทั้งรกและสกปรกเกินกว่าจะเป็นห้องของเด็กผู้หญิง เลวินค่อยๆเดินก้าวข้ามกองขยะเหล่านั้นอย่างขยะแขยง

นี่ เรน่า ถ้าเธอยังอยากได้ชื่อว่าเป็นเพศหญิงอยู่ ก็หัดทำความสะอาดบ้างก็ดีนะ

ยุ่งน่า เรื่องของคน เอลฟ์ไม่เกี่ยว!

เรน่าตอบแบบไม่อยากมีเรื่องทะเลาะให้มากความ รีลิสนั่งอยู่บนเก้าอี้เหล็กที่มีแผงวงจรมากมายเชื่อมกับสายไฟนับสิบ สีหน้าของเธอยังคงเป็นเหมือนเช่นปกติ แต่มือที่สั่นเบาๆบ่งบอกถึงความกลัวเล็กน้อย มาเรียกุมมือของรีลิสแน่และพยายามพูดปลอบใจ

ไม่ต้องกลัวหรอกนะ เราอยากจะทดสอบอะไรนิดหน่อยเท่านั้น

รีลิสหันมามองมาเรีย ในดวงตาดูราวกับว่าเข้าใจในสิ่งที่มาเรียกำลังอธิบาย รีลิสหลับตาพยักหน้ารับ

เอาล่ะ! จะเริ่มล่ะนะ

เรน่าตะโกนบอกลูกมือ และเริ่มเดินเครื่องยนต์ขนาดใหญ่เครื่องหนึ่ง ส่วนตัวเธอนั่งอยู่หน้าจอมอนิเตอร์ด้วยสีหน้าคร่ำเคร่ง นิ้วมือที่ประสานอยู่กับแป้นสีเทาเริ่มรัวกดอย่างรวดเร็ว เรน่าที่มีท่าทางร่าเริงเมื่อครู่หายไปโดยสิ้นเชิง ตอนนี้เธอกลายเป็นนักวิชาการที่ดูสุขุมและยิ่งใหญ่ ราวกับทั้งโลกในเวลานี้มีเธอเป็นพระเจ้าคอยควบคุมความเป็นไป

ความดันโลหิตปกติ สัญญาณสมองปกติ จากนี้เริ่มคำนวณค่าพลังเวทย์มนต์

เสียงเรน่าพูดพึมพัมดังขึ้น ทุกคนในห้องแม้แต่เลวินในตอนนี้ยังรู้สึกทึ่งในความสามารถของเธอ

คำนวณผลลัพท์ ผลลัพธ์ ผลลัพธ์...... บะ บ้าน่า! นี่มันอะไรกัน!

เรน่าอุทานออกมา เพราะแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง เธอถอดแว่นตาออก ละมือออกจากแป้นพิมพ์พลางปาดเหงื่อ สีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจระคนกับประหลาดใจ

เกิดอะไรขึ้นน่ะ!

คาลิสโตถามด้วยความอยากรู้ เรน่าถอนหายใจและเลื่อนนิ้วไปกดที่แป้นพิมพ์อีกครั้ง หน้าจอขยายใหญ่ขึ้นให้ทุกคนได้เห็นโดยทั่ว

ฟังแล้วอย่าตกใจนะ ผลจากการคำนวณของคิวบ์ บ่งบอกว่า รีลิสมีพลังเหนือกว่าที่พวกเราคาดคิดมากเหลือเกิน

ทันทีที่เรน่าเคาะแป้นพิมพ์ หน้าจอก็เปลี่ยนไปเป็นตัวเลขหลายตัวขึ้นสลับซับซ้อนกัน จนกระทั่งเปลี่ยนเป็นเลขยาวหลายสิบหลายร้อยหลัก

คำตอบที่ได้จากการคำนวณ ถูกแทนค่าด้วยตัวเลขที่ไม่มีที่สิ้นสุด

ตัวเลขยาวเป็นหางว่าวยังคงขึ้นมาไม่รู้จักจบสิ้นบนจอสีเขียวขนาดใหญ่ ดูราวกับสายน้ำตัวเลขที่พุ่งทะลักออกจากเขื่อนแตก

จะบอกว่า ยัยเด็กนี่ เก็บพลังเวทย์มนต์เยอะขนาดนั้นเอาไว้ในร่างเล็กๆนี่นะหรือ?

เรน่าพยักหน้าตอบ คาลิสโตดูจะตกใจมากกว่าคนอื่น

เรน่า มาตรฐานพลังเวทย์มนต์ของมนุนษย์ปกติอยู่ที่เท่าไหร่?

มาเรียถามขึ้นมา

ค่ะ เรารู้กันแล้วว่า พลังเวทย์ มีอยู่ในตัวของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ต่จะมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยว่าได้รับการฝึกฝน หรือมีติดตัวมาแต่เกิด ถ้าสำหรับคนปกติ ค่าพลังก็จะอยู่ที่ห้าร้อยถึงหกร้อย ถ้าเป็นพวกจอมเวทย์หรือคนทรง ตัวเลขก็จะอยู่ที่หลักพันถึงหลักหมื่น จะมีบ้างที่สูงกว่ามาตรฐาน... แต่มากขนาดนี้ฉันเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก

เครื่องเสียรึเปล่า?

เลวินยืนกอดอกพูดเหน็บเทคโนโลยีของเรน่า

ไม่ตลกเลยนะเจ้าเลวิน คิวบ์ของฉันเป็นเครื่องจักรสมองกลที่ไม่มีวันทำงานผิดพลาด และฉลาดกว่ามนุษย์หลายเท่า มีระบบสมองกลที่คิดและทำงานด้วยตนเอง ไม่เหมือนกับสมองเอลฟ์อย่างนายหรอก...

เรน่าพูดโต้กลับด้วยสีหน้าจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นจนเลวินเงียบไป

นี่ก็หมายความว่า รีลิสไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไปงั้นสิ

วิลเลี่ยมที่เงียบอยู่นานเริ่มแสดงความคิดเห็น

อืม...จะว่าอย่างนั้นก็ไม่เชิงหรอกนะ ปัญหามันอยู่ที่ความต่างของค่าพลังต่างหาก

ลองนึกตามดูนะ พลังระดับนักปราชญ์หรือจอมเวทย์เก่งๆสิบคน รวมพลังกัน จะทำลายสิ่งก่อสร้างได้ในรัศมีราวหนึ่งกิโลเมตร เท่ากับว่า ถ้าเด็กคนนี้ปลดปล่อยพลังออกมาทั้งหมดล่ะก็ ไม่อยากจะคิดต่อเลยล่ะ...

ทุกคนต่างนิ่งเงียบหลังจากนึกตามที่เรน่ากล่าว

พอจะเข้าใจความหมายของคำพยากรณ์ขึ้นบ้างล่ะ รีลิสคือกุญแจสำคัญที่จะช่วยโลก หรือจะทำลายโลกก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงล่ะก็ ไกเซอร์ก็คงจะมีพลังประมาณนี้เหมือนกันสินะ

สถานการณ์เลวร้ายสุดๆ

บรรยากาศภายในห้องเริ่มเคร่งเครียด ทุกคนกำลังตกอยู่ในภาวะเดียวกันคือพูดไม่ออก ระหว่างนั้นเอง คาลิสโตรู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น ทันใดนั้น เสียงแปลกๆดังขึ้นข้างหลังทุกคน จากบริเวณที่รีลิสนั่งอยู่ ทันทีที่ทุกคนหันกลับไปก็พบกับความตกใจพร้อมกัน