2007/May/25


คาลิสโตยังคงเก็บตัวเงียบอยู่คนเดียวเพื่อทบทวนเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นเมื่อคืน เขาไม่เคยขาดสติ ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ขนาดนั้นมานานแล้ว ตั้งแต่ครั้งลอเรนซ์ถูกทำลาย ความรู้สึกที่เอ่อล้นไปด้วยโทสะยามเมื่อเห็นมาเรียและรีลิสต้องเป็นอะไรไป

จิตใจที่สับสน จะจับดาบไม่ได้...

คำสอนของซิมโฟไนท์ ผุดขึ้นในสมองโดยไม่รู้ตัว คาลิสโตยกมือขึ้นลูบแผลเป็นบนหน้าตัวเอง เจเนซิสคนใดคนหนึ่งฝากบาดแผลนี้ไว้ย้ำเตือนถึงคืนวันอันแสนเศร้าและอดีตในวัยเด็ก คาลิสโตปัดความคิดมากมายในหัวทิ้งไป และดึงความเป็นตัวของตัวเองกลับคืนมาอีกครั้ง...

......

มาเรียได้สติหลังจากหลับไปนานท่ามกลางความเป็นห่วงของทุกคน กษัตริย์โครนอสที่เพิ่งกลับมาจากโรมาเรียก็รีบมาเยี่ยมทันทีที่ได้ข่าว ไฮแลนด์และกลุ่มผู้คัดค้านยังคงรอดูเหตุการณ์โดยรวมอีกสักพักหลังจากประจักษ์กับพลังของรีลิสด้วยตัวเองมาแล้ว ส่วนรีลิสก็อยู่ในความดูแลของคาลิสโต

ท่านโครนอส...ดูเหมือนว่าพวกเราจะต้องเผชิญกับมหันตภัยครั้งใหญ่เสียแล้ว...

มาเรียพูดกระท่อนกระแท่นท่ามกลางความแปลกใจของโครนอส

ไกเซอร์ต้องการพลังจากเบสเฟลเรสเพื่อทำลายแผ่นดินอวาลอนและมนุษยชาติทั้งหมด...

เบสเฟลเรส... ปิศาจจากโบราณกาลนั่น... ข้าเคยได้ยินตพนานเก่าๆว่าไว้ แต่มันถูกกำจัดไปตั้งแต่ครั้งสงครามร้อยปีนั้นแล้วมิใช่หรือ?

โครนอสรู้สึกเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง มาเรียพยักหน้า

อาจจะจริงอยู่ที่ร่างของเบสเฟลเรสถูกทำลายลง แต่ดวงวิญญาณยังมิได้สูญสลายไปด้วย ยังคงล่องลอยอย่ในอวกาศไกลแสนไกลรอวันเวลาที่จะกลับมาสู่โลกนี้อีกครั้ง... และสิ่งที่จะรองรับพลังที่มหาศาลนั้นได้ก็คือร่างของรีลิสนั่นเอง...

โครนอสได้ฟังแล้วก็รู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมา พยายามรวบรวมปะติดปะต่อเรื่องราว คำพูดทั้งหมด

หมายความว่า ถ้าไกเซอร์ได้ตัวรีลิสไว้ในครอบครอง โลกจะต้องลุกเป็นไฟแน่ๆ...

ความจริงเริ่มปรากฎขึ้นทีละน้อย อนาคตของอวาลอนกระจ่างขึ้นมาอีกเล็กน้อย ขณะที่มาเรียกำลังสนทนากับโครนอสอยู่นั้น ชายผู้หนึ่งก็กำลังรับรู้ทุกถ้อยคำจากปากของทั้งสองอยู่เบื้องหลังประตู เครเซนต์แสยะยิ้มมุมปาก แผนการณ์ใหม่ๆพรั่งพรูเข้ามาในสมองมากมาย


......

มาเรียเล่าเรื่องทั้งหมดให้ทุกคนฟัง คาลิสโตสังหรณ์ใจอยู่แล้วว่าเหตุการณ์บางอย่างกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ และอาจเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดก็เป็นได้

คาลิสโต...ท่านต้องรีบไปจากที่นี่ก่อนที่ใครจะรู้ความจริง ชีวิตของท่านและรีลิสจะตกอยู่ในอันตราย และยิ่งถ้านำพลังของเธอมาใช้ในทางที่ผิดล่ะก็... อย่าว่าแต่ไกเซอร์เลย... แม้แต่คนธรรมดาก็สามารถทำลายโลกได้...

เมื่อครั้งบรรพกาล มารเบสเฟลเรสออกอาละวาดไปทั่วดินแดน สงครามเกิดขึ้นระหว่างทัพมนุษย์แห่งกษัตริย์โอไรออนมหาราช กับเบสเฟลเรส มารที่เกลียดชังทุกสิ่ง ดาบคู่ที่โอไรออนเคยใช้ทำลายเบสเฟลเรสลงได้ เล่มหนึ่งคือดาบประกายดาวซึ่งหายสาปสูญไปพร้อมกับลาฮิมนักผจญภัยเสียแล้ว ส่วนดาบธงศึกนางฟ้า ยังคงถูกเก็บรักษาอยู่ในมหาวิหารอาวุธในดินแดนเซโนเปีย ซ่อนตัวอยู่ห่างไกลจากผู้คนมาโดยตลอด พวกท่านต้องหาดาบทั้งสองเล่มนี้ให้พบ ...มันเป็นอาวุธเพียงอย่างเดียวที่สามารถทำลายดวงวิญญาณร้ายของเบสเฟลเรสได้... เหมือนกับที่เคยทำลายกายเนื้อมาแล้ว......

มาเรียหายใจหอบเป็นเพราะร่างกายยังไม่แข็งแรงดี

แต่...ข้าจะทิ้งท่านไปได้อย่างไร...ถ้าข้าจะไป ท่านก็ต้องไปกับข้าด้วย!

คาลิสโตพูดออกไปทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้

...ไม่ได้หรอก... เราไม่สามารถละทิ้ง โอราเคิลและประชาชนไปได้ ท่านน่าจะรู้ดีนะ คาลิสโต

มาเรียหันหน้าไปทางโครนอสพลางก้มหน้าลง

คงต้องฝากเป็นหน้าที่ของพวกท่านแล้ว...กรุณานำดาบทั้งสองกลับมาให้ได้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป...

โครนอสพยักหน้ารับคำพร้อมพูดยืนยัน

วางใจได้ คืนนี้พวกเราจะออกเดินทางทันที

......


ภายนอกกำแพงปราสาทยามค่ำคืน ปรากฎเงาคนหกเงาเดินเลาะกำแพงปราสาทมุ่งหน้าไปยังสะพานที่ทอดยาวไปยังหน้าผาอีกฝั่งหนึ่ง มีโครนอสถือตะเกียงเดินนำทาง ตามด้วยคาลิสโตที่มีรีลิสเดินเกาะชายผ้าคลุมมาตลอดทาง เรน่า เลวิน และวิลเลี่ยมอยู่ท้ายแถว วิลเลี่ยมมองลงมาจากสะพานถึงได้รู้ว่าช่องเขาที่สะพานนี้พาดผ่านลึกกว่าที่เขาเห็นจากหอคอยที่โอราเคิลมากนัก นี่ถ้าไม่ใช่เวลาค่ำคืนที่ลมสงบเช่นนี้ ต่อให้เป็นม้าศึกชั้นเลิศที่แข็งแรงมากมายเพียงใดก็ต้องถูกลมหุบเขาพัดตกลงไปอย่างไม่ต้องสงสัย

เมื่อข้ามสะพานพ้นมาก็ต้องเดินเข้าไปในถ้ำลึก โครนอสปรับไฟในตะเกียงให้สว่างยิ่งขึ้น ถ้ำหินธรรมชาติที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากฝีมือการขุดเจาะของมนุษย์ ทั้งพื้นทั้งผนังถ้ำชื้นแฉะ และเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำทำให้ถ้ำนี้ยิ่งดูเย็นยะเยือกยิ่งขึ้น แม้ว่าคาลิสโตจะอาศัยอยู่ในโอราเคิลมานานหลายปีแล้ว แต่เขากลับไม่รู้เลยว่ามีทางลับแบบนี้อยู่จนต้องเอ่ยปากถามขึ้น

ท่านโครนอส ถ้ำนี้จะนำพวกเราไปถึงไหนกัน

อืม...ถ้ำนี้เคยถูกใช้เป็นทางหนีภัยในสมัยสงคราม มันคงทำให้เราออกห่างจากโอราเคิลได้ไกลทีเดียวล่ะ

ระหว่างที่เดินอยู่ในถ้ำ คาลิสโตก็คิดอะไรต่อมิอะไรมากมาย ท่านมาเรียยังอยู่ในโอราเคิล อยู่ท่ามกลางคนมากมายที่คิดจะแย่งชิงอำนาจโดยไม่มีใครคอยช่วยเหลือ ข้าจะหันกลับไปช่วยท่านมาเรียดีมั้ยนะ......

ไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอกน่า...

โครนอสโพล่งขึ้นราวกับรู้ความคิดของคาลิสโตพลางหันไปยิ้มให้อย่างใจเย็น

ก่อนที่จะออกมาข้าส่งสาส์นด่วนไปถึงท่านสันตปาปา กับท่านวินเซนต์ ให้รีบกลับมาที่โอราเคิลแล้ว... ข้ารู้ดีว่าเจ้าคิดอะไรอยู่ แต่ในเวลานี้หน้าที่ของพวกเราคือการตามหาดาบทั้งสองเล่มนั้นให้พบ......

คาลิสโตพยักหน้า สีหน้าที่เคร่งเครียดค่อยคลายความกังวลลงได้

ปากถ้ำอาบด้วยแสงจันทร์สีเหลืองทอง มองลงจากหน้าผาไปเห็นโอราเคิลอยู่ห่างออกไปไกลจนเกือบลิบตา แม้จะเป็นเช่นนั้นก็ยังไม่สามารถวางใจได้ว่าจะปลอดภัยจากการถูกไล่ตาม ทั้งหมดจึงได้เพียงพักเหนื่อยชั่วครู่แล้วเร่งออกเดินเข้าไปในป่าต่อ เรน่าเริ่มบ่นกระออดกระแอด พร่ำว่าอยู่ในห้องทดลองของตนยังดีเสียกว่าออกมาเดินอยู่แบบนี้เป็นไหนๆ รีลิสยังคงเดินเกาะชายผ้าคลุมคาลิสโตโดยไม่ปริปากบ่นใดๆ ด้านเลวินเองด้วยความที่มีสายเลือดเอล์ฟอยู่กว่าครึ่งทำให้การเดินทางระยะไกลไม่ใช่เรื่องที่ยากลำบากนัก หูทั้งสองข้างคอยรับฟังเสียงที่ผิดปกติอยู่ตลอดเวลาราวกับเป็นเครื่องตรวจจับการเคลื่อนไหวชั้นเยี่ยม ทั้งหกคนเดินทางต่อไปโดยไม่ได้หยุดพัก ไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้จะไปถึงส่วนไหนของโลก การเดินทางในครั้งนี้จะต้องใช้เวลานานเท่าใด พวกเขาก้าวเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆด้วยความมุ่งหวังที่เต็มเปี่ยม......

......


ในเวลาเดียวกันนั้น มาเรียกำลังอยู่ในอาการสะเทือนใจอย่างหนัก สายเลือดนักพยากรณ์ส่งคำทำนายที่เธอไม่อยากได้รับที่สุดมาให้ ......คาลิสโตจะต้องจบชีวิตลงในการเดินทางครั้งนี้......

......

Comment

Comment:

Tweet