2007/May/25


ระเบียงหินอ่อนทอดยาวเชื่อมตัวปราสาททั้งสองเข้าด้วยกัน ประดับด้วยเสาหินสีขาวสลักลวดลายดอกไม้ สู่เฉลียงด้านตะวันตกของโอราเคิล มาเรียสั่งให้ทหารเปิดประตไม้บานใหญ่ออก ภายในนั้นเต็มไปด้วยชั้นหนังสือหลายร้อยชั้นเรียงรายอยู่เป็นรูปครึ่งวงกลม ใจกลางห้องเป็นลูกโลกจำลองที่กำลังหมุนไปเรื่อยๆ

เรน่า อยู่ที่ไหนน่ะ เรน่า!

มาเรียตะโกนเรียกแต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับ วิลเลี่ยมเหลือบไปเห็นประตูบานเล็กๆอยู่ถัดไปอีกห้องหนึ่ง ที่บานประตูมีป้ายไม้เขียนข้อความด้วยสีทอง

ห้องของเรน่า ผู้ไม่มีกิจห้ามเข้า

วิลเลี่ยมค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ประตูนั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ยังไม่ทันทำอะไรเสียงระเบิดก็ดังขึ้น พื้นห้องสั่นสะเทือนเบาๆประตูเปิดออกดังโครมม่านควันพวยพุ่งออกมาจากภายในห้อง

เกิดอะไรขึ้นน่ะ!

คาลิสโตวิ่งเข้ามาทันทีที่ได้ยินเสียง ควันเริ่มจางลงเรื่อยๆ ภายใต้นั้นเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งใบหน้าและผมเต็มไปด้วยฝุ่นและคราบเขม่า หล่อนกำลังควานหาอะไรบางสิ่งอย่างรีบร้อนทั้งที่ยังสำลักควันอยู่

แว่น! แว่นตาฉันหายไปไหน!?

อยู่บนหัวเธอน่ะ...

คาลิสโตถอนหายใจแล้วก็หัวเราะเบาๆ

อ๊ะ! แย่จัง

เรน่าคว้าแว่นตากลมที่คาดอยู่บนหน้าผากมาใส่ หน้าแดงเล็กน้อยด้วยความเขิน

คุณคาลิสโต! กลับมาแล้วเหรอ

หล่อนคว้าแขนคาลิสโตไปเกาะราวกับคนรู้จักกันมานาน

นี่ๆ ฉันก็กลับมาเหมือนกัน ไม่เห็นทักทายกันเลยซักนิด

เลวินยืนกอดอกพิงกำแพงอยู่พูดขึ้นพลางมองมาที่เรน่าด้วยสายตาแปลกๆจนเรน่าหันกลับมาค้อน ทั้งสองคนเขม่นกันอยู่นานจนมาเรียเดินมาห้ามไว้

ทั้งสองคน ไว้ทะเลาะกันต่อทีหลังเถอะนะจ๊ะ

สำหรับหมอนี่ฉันไม่อยากเสียเวลาต่อปากต่อคำด้วยหรอกค่ะ ว่าแต่ท่านมาเรียอุตส่าห์มาถึงที่นี่มีอะไรให้ช่วยหรือคะ?

เรน่าถามมาเรียอย่างแปลกใจ เพราะนานทีปีหนที่จะเห็นมาเรียออกจากห้องมาถึงที่นี่โดยไม่มีธุระสำคัญ

เรื่องใหญ่เลยล่ะจ๊ะ เรน่า ดูนี่สิ

มาเรียจูงมือรีลิสเดินมาหาเรน่าแล้วยิ้ม

นี่ไง รีลิส

เรน่าจ้องมองรีลิสตั้งแต่หัวจรดเท้า ดูเธอจะตื่นเต้นกับชื่อริลิสมาก

นี่... ตัวจริงหรือคะ!?

จริงสิ นี่แหละ รีลิสตัวจริงเสียงจริงเลย

....................................


ภายในห้องทดลองของเรน่า เต็มไปด้วยเครื่องจักรกล และขวดยาหลากสี ตำราทั้งหนาและบางหลายร้อยเล่มกองสุมกันอยู่เต็มทางเดิน ดูทั้งรกและสกปรกเกินกว่าจะเป็นห้องของเด็กผู้หญิง เลวินค่อยๆเดินก้าวข้ามกองขยะเหล่านั้นอย่างขยะแขยง

นี่ เรน่า ถ้าเธอยังอยากได้ชื่อว่าเป็นเพศหญิงอยู่ ก็หัดทำความสะอาดบ้างก็ดีนะ

ยุ่งน่า เรื่องของคน เอลฟ์ไม่เกี่ยว!

เรน่าตอบแบบไม่อยากมีเรื่องทะเลาะให้มากความ รีลิสนั่งอยู่บนเก้าอี้เหล็กที่มีแผงวงจรมากมายเชื่อมกับสายไฟนับสิบ สีหน้าของเธอยังคงเป็นเหมือนเช่นปกติ แต่มือที่สั่นเบาๆบ่งบอกถึงความกลัวเล็กน้อย มาเรียกุมมือของรีลิสแน่และพยายามพูดปลอบใจ

ไม่ต้องกลัวหรอกนะ เราอยากจะทดสอบอะไรนิดหน่อยเท่านั้น

รีลิสหันมามองมาเรีย ในดวงตาดูราวกับว่าเข้าใจในสิ่งที่มาเรียกำลังอธิบาย รีลิสหลับตาพยักหน้ารับ

เอาล่ะ! จะเริ่มล่ะนะ

เรน่าตะโกนบอกลูกมือ และเริ่มเดินเครื่องยนต์ขนาดใหญ่เครื่องหนึ่ง ส่วนตัวเธอนั่งอยู่หน้าจอมอนิเตอร์ด้วยสีหน้าคร่ำเคร่ง นิ้วมือที่ประสานอยู่กับแป้นสีเทาเริ่มรัวกดอย่างรวดเร็ว เรน่าที่มีท่าทางร่าเริงเมื่อครู่หายไปโดยสิ้นเชิง ตอนนี้เธอกลายเป็นนักวิชาการที่ดูสุขุมและยิ่งใหญ่ ราวกับทั้งโลกในเวลานี้มีเธอเป็นพระเจ้าคอยควบคุมความเป็นไป

ความดันโลหิตปกติ สัญญาณสมองปกติ จากนี้เริ่มคำนวณค่าพลังเวทย์มนต์

เสียงเรน่าพูดพึมพัมดังขึ้น ทุกคนในห้องแม้แต่เลวินในตอนนี้ยังรู้สึกทึ่งในความสามารถของเธอ

คำนวณผลลัพท์ ผลลัพธ์ ผลลัพธ์...... บะ บ้าน่า! นี่มันอะไรกัน!

เรน่าอุทานออกมา เพราะแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง เธอถอดแว่นตาออก ละมือออกจากแป้นพิมพ์พลางปาดเหงื่อ สีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจระคนกับประหลาดใจ

เกิดอะไรขึ้นน่ะ!

คาลิสโตถามด้วยความอยากรู้ เรน่าถอนหายใจและเลื่อนนิ้วไปกดที่แป้นพิมพ์อีกครั้ง หน้าจอขยายใหญ่ขึ้นให้ทุกคนได้เห็นโดยทั่ว

ฟังแล้วอย่าตกใจนะ ผลจากการคำนวณของคิวบ์ บ่งบอกว่า รีลิสมีพลังเหนือกว่าที่พวกเราคาดคิดมากเหลือเกิน

ทันทีที่เรน่าเคาะแป้นพิมพ์ หน้าจอก็เปลี่ยนไปเป็นตัวเลขหลายตัวขึ้นสลับซับซ้อนกัน จนกระทั่งเปลี่ยนเป็นเลขยาวหลายสิบหลายร้อยหลัก

คำตอบที่ได้จากการคำนวณ ถูกแทนค่าด้วยตัวเลขที่ไม่มีที่สิ้นสุด

ตัวเลขยาวเป็นหางว่าวยังคงขึ้นมาไม่รู้จักจบสิ้นบนจอสีเขียวขนาดใหญ่ ดูราวกับสายน้ำตัวเลขที่พุ่งทะลักออกจากเขื่อนแตก

จะบอกว่า ยัยเด็กนี่ เก็บพลังเวทย์มนต์เยอะขนาดนั้นเอาไว้ในร่างเล็กๆนี่นะหรือ?

เรน่าพยักหน้าตอบ คาลิสโตดูจะตกใจมากกว่าคนอื่น

เรน่า มาตรฐานพลังเวทย์มนต์ของมนุนษย์ปกติอยู่ที่เท่าไหร่?

มาเรียถามขึ้นมา

ค่ะ เรารู้กันแล้วว่า พลังเวทย์ มีอยู่ในตัวของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ต่จะมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยว่าได้รับการฝึกฝน หรือมีติดตัวมาแต่เกิด ถ้าสำหรับคนปกติ ค่าพลังก็จะอยู่ที่ห้าร้อยถึงหกร้อย ถ้าเป็นพวกจอมเวทย์หรือคนทรง ตัวเลขก็จะอยู่ที่หลักพันถึงหลักหมื่น จะมีบ้างที่สูงกว่ามาตรฐาน... แต่มากขนาดนี้ฉันเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก

เครื่องเสียรึเปล่า?

เลวินยืนกอดอกพูดเหน็บเทคโนโลยีของเรน่า

ไม่ตลกเลยนะเจ้าเลวิน คิวบ์ของฉันเป็นเครื่องจักรสมองกลที่ไม่มีวันทำงานผิดพลาด และฉลาดกว่ามนุษย์หลายเท่า มีระบบสมองกลที่คิดและทำงานด้วยตนเอง ไม่เหมือนกับสมองเอลฟ์อย่างนายหรอก...

เรน่าพูดโต้กลับด้วยสีหน้าจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นจนเลวินเงียบไป

นี่ก็หมายความว่า รีลิสไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไปงั้นสิ

วิลเลี่ยมที่เงียบอยู่นานเริ่มแสดงความคิดเห็น

อืม...จะว่าอย่างนั้นก็ไม่เชิงหรอกนะ ปัญหามันอยู่ที่ความต่างของค่าพลังต่างหาก

ลองนึกตามดูนะ พลังระดับนักปราชญ์หรือจอมเวทย์เก่งๆสิบคน รวมพลังกัน จะทำลายสิ่งก่อสร้างได้ในรัศมีราวหนึ่งกิโลเมตร เท่ากับว่า ถ้าเด็กคนนี้ปลดปล่อยพลังออกมาทั้งหมดล่ะก็ ไม่อยากจะคิดต่อเลยล่ะ...

ทุกคนต่างนิ่งเงียบหลังจากนึกตามที่เรน่ากล่าว

พอจะเข้าใจความหมายของคำพยากรณ์ขึ้นบ้างล่ะ รีลิสคือกุญแจสำคัญที่จะช่วยโลก หรือจะทำลายโลกก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงล่ะก็ ไกเซอร์ก็คงจะมีพลังประมาณนี้เหมือนกันสินะ

สถานการณ์เลวร้ายสุดๆ

บรรยากาศภายในห้องเริ่มเคร่งเครียด ทุกคนกำลังตกอยู่ในภาวะเดียวกันคือพูดไม่ออก ระหว่างนั้นเอง คาลิสโตรู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น ทันใดนั้น เสียงแปลกๆดังขึ้นข้างหลังทุกคน จากบริเวณที่รีลิสนั่งอยู่ ทันทีที่ทุกคนหันกลับไปก็พบกับความตกใจพร้อมกัน

Comment

Comment:

Tweet