2007/Apr/18


แดดยามสายส่องผ่านกระจกสีเข้ามาในตัวอาคาร โอราเคิลในวันนี้ดูคึกคักและสับสนเพราะการประชุมใหญ่ที่มีเหล่าผู้นำจากทุกประเทศในอวาลอนเข้าร่วมประชุม เสียงอึกทึกดังก้องไปทั่วสภารูปครึ่งวงกลมที่แบ่งแยกประชาชนธรรมดาและเหล่าขุนนางอย่างชัดเจน

มาเรียสวมชุดสีขาวปักลายดิ้นทองรูปไม้กางเขน แซมด้วยลูกไม้ที่ชายเสื้อ ปิ่นปักผมทองคำบริสุทธิ์และการ์เน็ตเม็ดใหญ่ส่องแสงแวววาว ทำให้เธอดูสง่าและงดงามที่สุดในที่ประชุมนั้น

สวัสดีทุกท่าน ขอบคุณที่ให้เกียรติเข้าร่วมการประชุมอันศักดิ์สิทธิ์นี้

มาเรียค่อยๆพูดช้าๆ แต่เสียงนั้นเต็มไปด้วยพลัง

พวกท่านก็ทราบอยู่แล้วว่า ในขณะนี้ โลกกำลังอยู่ในภาวะฉุกเฉินจากภัยสงครามที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของคนกลุ่มหนึ่ง นั่นก็คือ เจเนซิส

ผู้คนต่างส่งเสียงโห่ร้องแสดงท่าทีรังเกียจทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น

พวกเขาเป็นกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ ที่มีเป้าหมายเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือ การทำลายพวกเรา

มาเรียค่อยๆลุกขึ้นยืนช้าๆ

แต่ทว่า ในขณะที่เรากำลังเผชิยญกับภัยของมนุษย์ด้วยกันนั้นเอง โอราเคิลก็ได้ค้นพบความจริงบางอย่างที่น่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง

มาเรียยกไม้เท้าชูขึ้น น้ำในบ่อน้ำกลางโถงที่ประชุมเกิดวงน้ำกระเพื่อมขึ้นไม่นานน้ำก็นิ่งลง บนผิวน้ำปรากฏภาพอักขระโบราณขึ้นมา สร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้คน

นี่คือคำพยากรณ์ที่ปรากฎขึ้นเมื่ออดีตกาล จนกระทั่งมีผู้ไปค้นพบจารึกนี้ที่บริเวณแหลมแห่งหนึ่ง และเขาก็ได้คัดลอกข้อความนี้และนำมาส่งยังสตาดัส อคาเดเมียส์ และข้อความนั้นเอง ก็สร้างความพรั่นพรึงให้กับเราเป็นอย่างมาก

มาเรียสูดลมหายใจก่อนที่จะพูดต่อ

...เมื่อท้องฟ้าปั่นป่วนมืดมิดดั่งทมิฬนิลกาฬ
ในวันที่สายน้ำสีขาวแผ่พุ่งออกจากหอคอยแห่งความชั่วร้าย
พวกเจ้าจะพบกับความสูญสิ้นชั่วนิรันดร์
หนทางนั้น แม้นจะลางเลือนไซร้
จงสืบค้น บุคคลเดียวที่มีสองร่างเนื้อสองวิญญาณ
เขาผู้นั้นแล คือบุตรผู้ทำลายและผู้เกื้อหนุน
พึงสร้างหนทางด้วยตนเอง มนุษย์เอย...
ไกเซอร์ แห่งอาทิตย์
และ รีลิส แห่งจันทรา...

ทั้งห้องประชุมต่างเงียบกริบ ไม่มีเสียงอึกทึกอย่างเคย จนกระทั่งชายคนหนึ่งพูดขึ้น

นี่มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่ ท่านมาเรีย? ท่านจะบอกว่านี่คือคำพยากรณ์วันสิ้นโลกเช่นนั้นหรือ

อาจใช่ และไม่ใช่ ความหมายของคำพยากรณ์นี้ บอกกับเราทุกคนว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพวกเรา และสิ่งมีชีวิตในอวาลอน เป็นผู้ตัดสินชะตากรรมของโลกใบนี้

หนทางแม้จะลางเลือน...แต่ก็ยังมีทางอยู่...

ผู้คนต่างส่งเสียงแข่งกันเซ็งแซ่
ท่านกำลังจะหมายความว่า หนทางรอดของเราขึ้นอยู่กับคนสองคนเท่านั้น รึ

กษัตริย์ไฮแลนด์ทุบโต๊ะสภาดังลั่น

นอกจากนั้นคนหนึ่งยังเป็นชื่อไอ้จัญไรไกเซอร์เสียด้วย! มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน! โลกนี้จะให้คนอย่างไกเซอร์เป็นผู้ชี้ชะตาเช่นนั้นหรือ? ข้าไม่ยอมรับ!

ทันทีที่กษัตริย์ไฮแลนด์พูดจบ วุฒิสมาชิกแห่งเครเซนต์ก็ลุกขึ้นพูดประท้วงบ้าง ตามด้วยประชาชนมากกว่าครึ่ง

ใช่ พวกเราไม่ยอมรับคำพยากรณ์นั่น

สถานการณ์เหมือนเป็นการจราจลย่อยๆ จนกระทั่งมาเรียกระแทกไม้เท้าลงกับพื้นสองสามครั้ง ผู้คนจึงเริ่มสงบลง

ข้าเอง ไม่มีอำนาจพอจะให้พวกท่านเชื่อถือในคำทำนายนี้ แต่ขอให้ฟังข้าพูดให้จบก่อน สองคนนั้นอาจเป็นผู้กอบกู้โลก หรือจะเป็นผู้ทำลายโลกนั้นก็ขึ้นอยู่กับเรา ดังนั้นก็พอที่จะพูดได้ว่า อนาคตของอวาลอนขึ้นอยู่กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้

แต่ ในเมื่อเรารู้ว่าไกเซอร์จะเป็นผู้ที่นำปัญหามาให้ ทำไมไม่ทำลายมันให้สิ้นซากไปเลยล่ะ?

อีกครั้งที่กษัตริย์ไฮแลนด์ลุกขึ้นเสนอความคิด

ไม่ได้หรอก ถ้าทำเช่นนั้น มันก็หมายถึงว่าพวกเราเลือกที่จะเข้าสู่สงคราม แทนที่จะเป็นสันติ

มาเรียพูดตอบโต้ แต่ท่านวุฒิสมาชิกก็พูดแทรกขึ้น

แล้วสิ่งที่มันทำกับอาณาจักรต่างๆล่ะ? ทั้งลอเรนซ์ ทั้งกลาสเซลที่ถูกพวกมันยึดครอง ยังไงข้าก็จะไม่เปลี่ยนแนวคิด ข้าขอเสนอให้แก้ปัญหาโดยการทำลายเจเนซิส!

ประชาชนต่างลุกขึ้นยืนปรบมือให้กับอุดมการณ์ของเคนเซนต์ ไม่ว่ามาเรียจะพูดหรืออธิบายอย่างไรก็ไม่สามารถดึงให้พวกเขาฟังเธอได้อีกแล้ว มาเรียทรุดลงนั่งพลางส่ายหัวท่ามกลางเสียงอึกทึก

ในขณะที่ทุกคนกำลังส่งเสียงวุ่นวายอยู่นั้น เสียงอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

แต่ท่านเครเซนต์คงลืมไปแล้วนะว่า อย่างไรก็ตามสภานี้ก็ปฏิบัติตามเสียงข้างมาก ดังนั้น อย่าเพิ่งด่วนสรุปอะไรไปมากกว่านี้ จนกว่าจะมีการลงคะแนนเสียงกันเลย

เจ้าชายหนุ่มโครนอสแห่ง โรมาเรีย ก้าวออกมา ผมสีดำขลับยาวพลิ้วไสวตัดกับเสื้อขนสัตว์สีขาวฟูยาว มาเรียเงยหน้าขึ้นมองสายตาเริ่มมีความหวัง

ทุกๆท่าน...ตัวข้านั้นรู้ดีว่าเจเนซิสทำอะไรกับประเทศ กับประชากรของพวกเราบ้าง ประเทศของข้าเองก็ประสบกับภัยพิบัตินั้นไม่น้อยไปกว่าพวกท่าน แต่ทว่าข้าไม่ต้องการให้สงครามที่เป็นอยู่ลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้ ทำไมมนุษย์ที่ทรงภูมิ จะต้องมาเข่นฆ่ากันเองในเรื่องราวที่น่าจะเจรจากันได้ ด้วย?

แล้วท่านคิดว่าเราควรทำเช่นไรล่ะ? ท่านคิดว่าคนอย่างไกเซอร์จะยอมเจรจากับพวกเราเช่นนั้นหรือ?

กษัตริย์ไฮแลนด์หวังจะให้โครนอสจนแต้มให้ได้

เรื่องนั้นข้าเองก็ไม่สามารถตอบได้ แต่ข้าคิดว่า หนทางไม่ได้มีเพียงเส้นเดียว

กษัตริย์หนุ่มพูดตอบโดยไม่มีอาการวอกแวกแม้แต่น้อย

อืม... ถ้าพูดถึงขนาดนี้แล้ว ข้าเองก็ขอยืนกรานข้างท่านโครนอสเช่นกัน

สันตะปาปาชอร์น พิริออน แห่งกองกำลังฟรีด้อมลุกขึ้นพูดสนับสนุน ตามด้วยกษัตริย์วินเซนต์ ผู้นำเอลฟ์แห่งโรเซ่นไรม์

ปกติพวกเราชาวเอลฟ์ก็อยู่กันอย่างสงบสุข ดังนั้น ข้าขอเลือกหนทางสันติมากกว่าสงคราม

เมื่อมีความเห็นที่ขัดแย้งกัน เหตุการณ์จึงเริ่มจะบานปลายมากกว่าการประชุม มาเรียจึงสั่งปิดสภาโอราเคิลชั่วคราวจนกว่าเรื่องต่างๆจะกระจ่างมากกว่านี้

ไม่ว่าพวกท่านจะเห็นยังไง แต่ขอให้รู้ไว้ว่า เรา! จะทำทุกอย่างตามความคิดของเราเอง!

วุฒิสมาชิกเครเซนต์กับกษัตริย์ไฮแลนด์ยืนกรานคำเดิมก่อนที่จะหันหลังสะบัดผ้าคลุม เดินออกจากสภาที่ประชุมอย่างหัวเสีย มาเรียนั่งอยู่บนบัลลังก์ดวงตาไร้แววประกาย

ทำไม... ทำไมเรื่องถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้

เธอรำพันน้ำตาคลอเบ้า

เวลาเช่นนี้ ข้าอยากพบท่านเหลือเกิน คาลิสโต

Comment

Comment:

Tweet