2007/Apr/14

ทางเดินบนหอคอยวนขึ้นไปเรื่อยๆ สูงขึ้นและสูงขึ้น คาลิสโตเองก็ไม่รู้ว่ามันจะไปบรรจบที่ตรงไหน หลังจากวิ่งวนขึ้นมาถึงยอดหอคอย คาลิสโตปิดประตูเหล็กและใส่สลักขวางเอาไว้ไม่ให้พวกทหารตามขึ้นมาได้

แต่คาลิสโตเองก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่า บนยอดหอคอยนั้นจะมีใครบางคนดักรอเขาอยู่

ยินดีที่ได้รู้จัก ฉัน ชื่อแวเรี่ยน หนึ่งในเจเนซิส

ตาลุงร่างใหญ่นั่งอยู่บนสิ่งที่ดูคล้ายๆกับแท่งหินขนาดใหญ่ แนะนำตัวเองว่าชื่อแวเรี่ยน ท่ามกลางหมอกบนลางกว้างยอดหอคอย ที่นั่นมีเพียงคาลิสโต รีลิส และแวเรี่ยน ลานหินอ่อนที่ดูราวกับเวทีต่อสู้ที่ถูกจัดฉากขึ้นระหว่างแวเรี่ยนและคาลิสโต

หอคอยนี้สูงหกสิบหกเมตร แรงลมประมาณสามสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง รู้ไหมว่า ค่าตัวเลขพวกนี้มันหมายความว่าอะไร?

แวเรี่ยนแสยะยิ้มให้คาลิสโต พร้อมกับกระโดดลงมาจากแท่นหิน จากนั้นก็ดึงมันขึ้นมา ตอนนั้นเองที่เขาได้รู้ว่า แท้จริงแล้วแท่นหินนั่นคือดาบ ดาบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่คาลิสโตเคยเห็นมา

มันหมายความว่า ต่อให้แกติดปีกบินได้ ก็ไม่มีทางที่จะหนีไปไหนพ้นยังไงล่ะ

แวเรี่ยนยกดาบขนาดมหึมาขึ้นมาท้าทายคาลิสโต

ดาบใหญ่แบบนั้นจะแกว่งไหวเหรอ?

คาลิสโตพูดเชิงดูถูก ส่วนแวเรี่ยนก็หัวเราะดังลั่น

หลายคนแล้วที่กลายเป็นศพเพราะดูถูกข้า จะยกไหวรึไม่ เจ้าก็ดูด้วยตาเจ้าเองละกัน

ยังไม่ทันที่คาลิสโตจะพูดอะไร แวเรี่ยนก็เงื้อดาบอ้อมมาอยู่ข้างหลังเสียแล้ว เร็วพอๆกับโนเวล ไม่สิ เร็วยิ่งกว่าเสียอีกอีก

แวเรี่ยนฟาดดาบลงกับพื้น แทบจะทันทีกับที่คาลิสโตกระโดดหลบเกือบจะไม่พ้น ดาบกระทบกับพื้นหินอ่อนแตกกระจายออก เศษหินพุ่งกระเด็นไปทั่วทุกทิศทาง คาลิสโตวิ่งไปดึงตัวริลิสออกมาให้พ้นแรงระเบิดของหิน

ดาบรูนซอว์ด น้ำหนักสี่พันสองร้อยกิโลกรัม ไม่มีสิ่งมีชีวิตตนไหนจะยกมันขึ้นได้นอกจากข้า

แวเรี่ยนเหวี่ยงดาบไปรอบตัว และปล่อยมือจากมัน น้ำหนักอันมหาศาลก่อให้เกิดแรงเหวี่ยงที่ทำลายสิ่งก่อสร้างที่ขวางหน้าจนราบเป็นหน้ากลอง รูนซอว์ดหมุนกระแทกพื้น งัดทั้งฝุ่นผงและเศษหินกระจายไปทั่วบริเวณ

แวเรี่ยนใช้นิ้วเพียงสองนิ้ว คีบถอนดาบที่ปักแน่นอยู่ออกมาอย่างง่ายดายราวกับว่ามันไม่มีน้ำหนัก

ความสามารถพิเศษของข้า สสารทุกชนิดบนโลก เมื่อมาอยู่ในมือข้า ก็จะกลายเป็นสภาพไร้น้ำหนัก

แวเรี่ยนพูดจบก็จับดาบกระโจนเข้าหาคาลิสโตทันที พร้อมกับกระหน่ำฟัน ทุกครั้งที่ปลายดาบกระแทกลงไป คาลิสโตทำได้เพียงหลบหลีกไปเรื่อยๆจนเริ่มเหนื่อย

เหนื่อยซะแล้วเหรอ ความปากดีเมื่อครู่หายไปไหนหมดแล้วล่ะ?

แวเรี่ยนยังโจมตีอย่างไม่มีหยุดหย่อน ภายใต้หมอกฝุ่นของเศษหินอันหนาทึบ ที่เกิดจากการทำลาย สถานการณ์อยู่ในภาวะที่เลวร้าย คาลิสโตเริ่มหมดแรง ดาบที่ทั้งหนักหน่วงและรวดเร็วระดมฟาดมาราวกับห่าฝน ระหว่างที่กำลังหาทางตอบโต้อยู่นั้นเอง สายตาของคาลิสโตก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างอยู่ไกลลิบออกไปจากหอคอย เขารีบถอยห่างออกจากแวเรี่ยน คว้ามือรีลิสวิ่งไปยังขอบยอดหอคอยทันที

หมดทางหนีแล้วสินะ

แวเรี่ยนยกดาบรูนซอร์ดขึ้นพาดไหล่ ย่างสามขุมเข้ามาหาคาลิสโตอย่างช้าๆ ราวกับผู้มีชัย แต่ในแววตาของคาลิสโตก็ยังเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจอยู่

ความจริงข้าไม่คิดจะจำชื่อคนที่เคยสังหารหรอกนะ แต่สำหรับเจ้า ข้าจะจดจำไว้ เจ้าชื่ออะไร?

คาลิสโตถอยหลังไปเรื่อยๆจนปลายเท้าติดกับขอบหอคอย ลมที่พัดแรงทำให้ร่างกายสั่นไหว คาลิสโตกำลังรออะไรบางอย่างอยู่

ไม่ขอบอกก็แล้วกัน

พริบตานั้นเอง คาลิสโตดึงตัวริลิสเข้ามากอด จากนั้นก็ตัดสินใจกระโดดลงไปจากหอคอย โดยที่แวเรี่ยนได้แต่ยืนมองด้วยความพิศวงระคนตกตะลึง คาลิสโตและริลิสพุ่งลงมาด้วยความเร็วสูง แต่โชคดีที่ลมแรงทำให้ทั้งสองถูกพัดห่างออกมาจากหอคอย แทนที่จะพุ่งเข้ากระแทกกำแพง อะไรบางอย่างที่คาลิสสโตเห็นอยู่ไกลๆเมื่อครู่ พุ่งมาอย่างรวดเร็ว และรองรับร่างของทั้งสองคนเอาไว้ได้ทันเวลาก่อนที่จะตกถึงพื้น

มันเป็นนกตัวใหญ่ที่มีขนเป็นสีทอง ด้านหลังของมันนั้นมีใครบางคนยืนอยู่ ท่ามกลางแสงเรืองรองที่เริ่มจับขอบฟ้า แต่ทว่าการหลบหนีครั้งนี้ยังไม่สิ้นสุด เสียงปืนใหญ่และเสียงลมหวีดหูของลูกธนูดังพุ่งเข้ามาเฉียดตัวคาลิสโต ชายผู้นั้นดึงบังเหียนที่คล้องไว้กับแผงคอของนกยักษ์ตัวนี้

จับให้แน่นๆนะ เราจะซิ่งกันแล้ว

ชายคนนั้นพูดกับคาลิสโตและริลิส นกยักษ์ก็สะบัดปีกสองครั้ง จากนั้นก็หลบวิถีกระสุนกับลูกธนู ดิ่งขึ้นฟ้าและพุ่งด้วยความเร็วสูงจนพ้นระยะของหอคอย

ทำได้ดีมาก

คาลิสโตลูบหัวนกยักษ์เบาๆพร้อมกับมองยอดหอคอยที่ไกลออกไปทุกที แสงอาทิตย์เริ่มจับที่ขอบฟ้า วันใหม่เข้ามาแทนที่ ค่ำคืนที่แสนยาวนานสิ้นสุดลงแล้ว คาลิสโตล้มตัวลงนอนบนหลังนกยักษ์ และคิดถึงเรื่องราวที่เพิ่งผ่านพ้นมา ทั้งโนเวล หรือแวเรี่ยนก็ตาม คาลิสโตรู้สึกว่าตัวเองแสนจะอ่อนหัด เมื่อเทียบกับพวกเจเนซิส คาลิสโตแอบเจ็บใจตัวเองอยู่ในใจ

รีลิสเอง ก็ได้พบกับสิ่งต่างๆที่เธอไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน ทั้งแสงแดด สายลม และท้องฟ้า บัดนี้เธอเป็นอิสระจากปราการกรงขังนั่นแล้ว แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าต่อจากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้นอีก

..

แวเรี่ยนยืนกอดอก มองท้องฟ้าที่ทอประกายแสงสีทอง จากนั้นก็หัวเราะออกมาอย่างไม่มีสาเหตุ

ซักวัน เราต้องได้เจอกันอีกแน่ ไอ้หนุ่มนิรนาม

Comment

Comment:

Tweet