2007/May/25


ค่ำคืนนี้มาเรียไม่อาจหลับตาลงได้ บางที่มาเรียก็คิดไปเองว่าคาลิสโตอาจจะเปิดประตูห้องเดินเข้ามาหาเธอ แต่มันก็ไม่เป็นเช่นนั้น ความว่างเปล่าที่เหมือนเหวลึกไร้ก้นแทรกเข้ามาในจิตใจ เสียงเปิดประตูดังขึ้นมาเรียหันไปที่ประตูทันที แต่ผู้ที่เดินเข้ามามิใช่คาลิสโต หากแต่เป็นซิมโฟไนท์กับเกราะสีทองที่เป็นเหมือนเอกลักษณ์ประจำตัวเดินเข้ามาคุกเข่าทำความเคารพอยู่ที่กลางห้อง

ท่านซิมโฟไนท์มีธุระอะไรกับเราหรือ?

มาเรียถามขึ้นเพราะไม่คาดคิดว่าอัศวินเช่นเขาจะมาในยามวิกาลเช่นนี้

มิได้ขอรับ...... ข้าเพียงแต่มาเฝ้าช่วยเหลือท่านตามคำขอร้องของคนผู้หนึ่ง...

แม้ซิมโฟไนท์จะไม่ได้บอกว่าคนที่วานให้เขามาช่วยเป็นใคร แต่มาเรียก็พอจะรู้

ขอขอบใจท่านมาก...แต่เราสบายดี ท่านไม่ต้องเป็นห่วง...

มาเรียฝืนยิ้มขึ้นทั้งๆที่ในใจนั้นยังคงว่างเปล่า เสียงลมพัด เสียงสุนัขป่าหอน และเสียงฝีเท้าของคนนับสิบดังขึ้น มาเรียรู้สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีต่อจากนี้แล้ว ทหารสิบกว่านายเปิดประตูห้องเข้ามาอย่างไม่ปราณีปราศรัย แต่เพียงแค่เห็นซิมโฟไนท์ยืนอยู่ที่กลางห้องก็ถึงกลับถอยกรูไปตั้งหลักที่หน้าประตู

ท่านมาทำอะไรที่นี่?

เสียงของวุฒิสมาชิกเครเซนต์ดังขึ้นมาจากด้านหลังของกลุ่มทหาร เขาค่อยๆเดินฝ่ากลุ่มทหารเข้ามาในห้องเผยให้เห็นใบหน้าอ่อนวัย ซื่อใสดูไม่มีพิษภัยใดๆ หากแต่ในจิตใจนั้นมีแต่ความคิดที่ชั่วร้าย

แล้วนั่นเป็นกิจธุระของท่านงั้นรึ?

ซิมโฟไนท์พูดโต้ตอบกลับไป ไม่มีใครรู้ว่าในเวลานี้ภายใต้หน้ากากนั้นกำลังหัวเราะหรือสะใจที่ได้เหน็บแนม คนทั้งสองมีหลายๆอย่างที่เหมือนกันและมีความลึกลับพอๆกัน แต่สถานภาพ เกียรติยศ และจิตใจนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง เครเซนต์หัวเราะขึ้นเบาๆแต่เหมือนกับว่ากำลังขุ่นเคืองอยู่ไม่น้อย แล้วเขาก็ล้วงมือลงไปในแขนเสื้อดึงเอาม้วนกระดาษออกมาคลี่ออกอ่าน

ประกาศจากสมาชิกสภาโอราเคิ่ลลงนาม ขอให้ท่านมาเรียโปรดรับฟัง......
มาเรียก้มหน้าลงสีหน้าเรียบเฉย เธอรู้อยู่แล้วว่าสักวันมันจะต้องเกิดขึ้น เธอไม่มีอารมณ์จะเสียใจหรือตกใจอีกแล้ว ดูราวกับคนที่ไม่มีชีวิตชีวา ในเมื่อไม่มีคาลิสโตอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็ไม่มีอะไรที่จะต้องสูญเสียอีกแล้ว มาเรียคิด

สมาชิกสภาเห็นถึงสุขภาพของท่าน จึงลงความเห็นให้ยกเลิกอำนาจการปกครองลงชั่วคราว และแต่งตั้งกษัตริย์ไฮแลนด์ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน ขอได้โปรดรับพิจารณาด้วย...

มาเรียไม่พูดอะไร ซิมโฟไนท์เองก็รู้สึกสงสัยในท่าทีแปลกๆของวุฒิสมาชิกหนุ่มคนนี้อยู่

เอ่อ...อีกฉบับหนึ่ง...

เครเซนต์หยิบม้วนกระดาษอีกม้วนออกมาคลี่อ่าน

เนื่องจากความผิดโทษฐานปิดบังเรื่องราวให้เป็นความลับต่อสภา สภาจึงได้ตัดสินให้ส่งตัวไปยัง...เอ่อ......ทิลมาริส...

มาเรียยังคงนั่งนิ่งแต่ซิมโฟไนท์กลับมีอาการตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด

พวกท่านวิปลาสไปแล้วหรือไร?! กับแค่ความผิดเพียงแค่นี้ถึงกับต้องส่งไปทิลมาริสเชียวรึ!

เขารู้ดีว่าไม่มีทางที่คนอย่างไฮแลนด์จะออกคำสั่งเช่นนี้กับผู้หญิงคนหนึ่งได้ แม้ไฮแลนด์จะเป็นคนแข็งกร้าว หยิ่งยะโส แต่ก็ไม่ได้ใจร้ายหรือบ้าคลั่งถึงขนาด ทิลมาริส สถานกักกันนักโทษที่อยู่ห่างไกลจากชีวิตมนุษย์ที่สุด ผู้คนที่ถูกส่งมาที่นี่จะถูกลืมเลือนไปจากสังคมจนสิ้น คุกน้ำแข็งที่ไม่มีหนทางหนีและต้องทนอยู่อย่างสิ้นหวังจนกว่าจะจบชีวิต ซิมโฟไนท์กำดาบเซนต์ฟลอร่าแน่น เหล่าทหารเองก็ลังเลใจกับคำสั่งในครั้งนี้อยู่เหมือนกัน ยิ่งอยู่ต่อหน้าอัศวินในตำนานพวกเขาก็เหมือนเป็นกิ่งไม้ที่เอาไปงัดกับเหล็กกล้า

ซิมโฟไนท์! ท่านคิดจะขัดคำสั่งสภางั้นรึ!

เครเซนต์ตวาดเสียงดัง แน่นอนคำสั่งฉบับแรกนั้นเป็นของจริง แต่ฉบับที่สองเป็นของปลอมที่เครเซนต์ปรุงแต่งขึ้นมาทั้งหมด

หยุดเถอะทุกคน......

มาเรียค่อยก้าวออกมาสีหน้าเรียบเฉยดูราวกับไม่มีพลังชีวิตเหลืออยู่

เราจะไปด้วยตนเอง...ท่านเครเซนต์......

บัดนี้หญิงสาวผู้หนึ่งต้องถูกตีตรวน และส่งไปยังดินแดนแห่งความตาย เหล่าทหารหลายนายต่างร่ำไห้ บ้างก็มีสีหน้าเศร้าสลด ทหารย่อมต้องทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา แต่ไม่มีคำสั่งครั้งใดที่ทำให้สะเทือนใจได้เท่าครั้งนี้ ร่างของมาเรียกลืนหายไปในทางเดินที่มืดมิด พร้อมกับใบหน้าของเครเซนต์ที่ยิ้มเยาะจนแทบจะหัวเราะออกมาดังๆ ซิมโฟไนท์ปักดาบคู่กายลงกับพื้นเอาแขนกรีดกับดาบจนเลือดไหลอาบเกราะ ไม่มีวิธีแสดงความเศร้าโศกเสียใจแบบอื่นสำหรับอัศวินผู้นี้

ขอโทษด้วย ศิษย์ข้า ซิมโฟไนท์ผู้นี้ อยากเอื้อนเอ่ยคำขอโทษเจ้าจากใจจริง


........................................

End Period 1 : Countinue Period 2

2007/May/25


คาลิสโตยังคงเก็บตัวเงียบอยู่คนเดียวเพื่อทบทวนเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นเมื่อคืน เขาไม่เคยขาดสติ ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ขนาดนั้นมานานแล้ว ตั้งแต่ครั้งลอเรนซ์ถูกทำลาย ความรู้สึกที่เอ่อล้นไปด้วยโทสะยามเมื่อเห็นมาเรียและรีลิสต้องเป็นอะไรไป

จิตใจที่สับสน จะจับดาบไม่ได้...

คำสอนของซิมโฟไนท์ ผุดขึ้นในสมองโดยไม่รู้ตัว คาลิสโตยกมือขึ้นลูบแผลเป็นบนหน้าตัวเอง เจเนซิสคนใดคนหนึ่งฝากบาดแผลนี้ไว้ย้ำเตือนถึงคืนวันอันแสนเศร้าและอดีตในวัยเด็ก คาลิสโตปัดความคิดมากมายในหัวทิ้งไป และดึงความเป็นตัวของตัวเองกลับคืนมาอีกครั้ง...

......

มาเรียได้สติหลังจากหลับไปนานท่ามกลางความเป็นห่วงของทุกคน กษัตริย์โครนอสที่เพิ่งกลับมาจากโรมาเรียก็รีบมาเยี่ยมทันทีที่ได้ข่าว ไฮแลนด์และกลุ่มผู้คัดค้านยังคงรอดูเหตุการณ์โดยรวมอีกสักพักหลังจากประจักษ์กับพลังของรีลิสด้วยตัวเองมาแล้ว ส่วนรีลิสก็อยู่ในความดูแลของคาลิสโต

ท่านโครนอส...ดูเหมือนว่าพวกเราจะต้องเผชิญกับมหันตภัยครั้งใหญ่เสียแล้ว...

มาเรียพูดกระท่อนกระแท่นท่ามกลางความแปลกใจของโครนอส

ไกเซอร์ต้องการพลังจากเบสเฟลเรสเพื่อทำลายแผ่นดินอวาลอนและมนุษยชาติทั้งหมด...

เบสเฟลเรส... ปิศาจจากโบราณกาลนั่น... ข้าเคยได้ยินตพนานเก่าๆว่าไว้ แต่มันถูกกำจัดไปตั้งแต่ครั้งสงครามร้อยปีนั้นแล้วมิใช่หรือ?

โครนอสรู้สึกเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง มาเรียพยักหน้า

อาจจะจริงอยู่ที่ร่างของเบสเฟลเรสถูกทำลายลง แต่ดวงวิญญาณยังมิได้สูญสลายไปด้วย ยังคงล่องลอยอย่ในอวกาศไกลแสนไกลรอวันเวลาที่จะกลับมาสู่โลกนี้อีกครั้ง... และสิ่งที่จะรองรับพลังที่มหาศาลนั้นได้ก็คือร่างของรีลิสนั่นเอง...

โครนอสได้ฟังแล้วก็รู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมา พยายามรวบรวมปะติดปะต่อเรื่องราว คำพูดทั้งหมด

หมายความว่า ถ้าไกเซอร์ได้ตัวรีลิสไว้ในครอบครอง โลกจะต้องลุกเป็นไฟแน่ๆ...

ความจริงเริ่มปรากฎขึ้นทีละน้อย อนาคตของอวาลอนกระจ่างขึ้นมาอีกเล็กน้อย ขณะที่มาเรียกำลังสนทนากับโครนอสอยู่นั้น ชายผู้หนึ่งก็กำลังรับรู้ทุกถ้อยคำจากปากของทั้งสองอยู่เบื้องหลังประตู เครเซนต์แสยะยิ้มมุมปาก แผนการณ์ใหม่ๆพรั่งพรูเข้ามาในสมองมากมาย


......

มาเรียเล่าเรื่องทั้งหมดให้ทุกคนฟัง คาลิสโตสังหรณ์ใจอยู่แล้วว่าเหตุการณ์บางอย่างกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ และอาจเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดก็เป็นได้

คาลิสโต...ท่านต้องรีบไปจากที่นี่ก่อนที่ใครจะรู้ความจริง ชีวิตของท่านและรีลิสจะตกอยู่ในอันตราย และยิ่งถ้านำพลังของเธอมาใช้ในทางที่ผิดล่ะก็... อย่าว่าแต่ไกเซอร์เลย... แม้แต่คนธรรมดาก็สามารถทำลายโลกได้...

เมื่อครั้งบรรพกาล มารเบสเฟลเรสออกอาละวาดไปทั่วดินแดน สงครามเกิดขึ้นระหว่างทัพมนุษย์แห่งกษัตริย์โอไรออนมหาราช กับเบสเฟลเรส มารที่เกลียดชังทุกสิ่ง ดาบคู่ที่โอไรออนเคยใช้ทำลายเบสเฟลเรสลงได้ เล่มหนึ่งคือดาบประกายดาวซึ่งหายสาปสูญไปพร้อมกับลาฮิมนักผจญภัยเสียแล้ว ส่วนดาบธงศึกนางฟ้า ยังคงถูกเก็บรักษาอยู่ในมหาวิหารอาวุธในดินแดนเซโนเปีย ซ่อนตัวอยู่ห่างไกลจากผู้คนมาโดยตลอด พวกท่านต้องหาดาบทั้งสองเล่มนี้ให้พบ ...มันเป็นอาวุธเพียงอย่างเดียวที่สามารถทำลายดวงวิญญาณร้ายของเบสเฟลเรสได้... เหมือนกับที่เคยทำลายกายเนื้อมาแล้ว......

มาเรียหายใจหอบเป็นเพราะร่างกายยังไม่แข็งแรงดี

แต่...ข้าจะทิ้งท่านไปได้อย่างไร...ถ้าข้าจะไป ท่านก็ต้องไปกับข้าด้วย!

คาลิสโตพูดออกไปทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้

...ไม่ได้หรอก... เราไม่สามารถละทิ้ง โอราเคิลและประชาชนไปได้ ท่านน่าจะรู้ดีนะ คาลิสโต

มาเรียหันหน้าไปทางโครนอสพลางก้มหน้าลง

คงต้องฝากเป็นหน้าที่ของพวกท่านแล้ว...กรุณานำดาบทั้งสองกลับมาให้ได้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป...

โครนอสพยักหน้ารับคำพร้อมพูดยืนยัน

วางใจได้ คืนนี้พวกเราจะออกเดินทางทันที

......


ภายนอกกำแพงปราสาทยามค่ำคืน ปรากฎเงาคนหกเงาเดินเลาะกำแพงปราสาทมุ่งหน้าไปยังสะพานที่ทอดยาวไปยังหน้าผาอีกฝั่งหนึ่ง มีโครนอสถือตะเกียงเดินนำทาง ตามด้วยคาลิสโตที่มีรีลิสเดินเกาะชายผ้าคลุมมาตลอดทาง เรน่า เลวิน และวิลเลี่ยมอยู่ท้ายแถว วิลเลี่ยมมองลงมาจากสะพานถึงได้รู้ว่าช่องเขาที่สะพานนี้พาดผ่านลึกกว่าที่เขาเห็นจากหอคอยที่โอราเคิลมากนัก นี่ถ้าไม่ใช่เวลาค่ำคืนที่ลมสงบเช่นนี้ ต่อให้เป็นม้าศึกชั้นเลิศที่แข็งแรงมากมายเพียงใดก็ต้องถูกลมหุบเขาพัดตกลงไปอย่างไม่ต้องสงสัย

เมื่อข้ามสะพานพ้นมาก็ต้องเดินเข้าไปในถ้ำลึก โครนอสปรับไฟในตะเกียงให้สว่างยิ่งขึ้น ถ้ำหินธรรมชาติที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากฝีมือการขุดเจาะของมนุษย์ ทั้งพื้นทั้งผนังถ้ำชื้นแฉะ และเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำทำให้ถ้ำนี้ยิ่งดูเย็นยะเยือกยิ่งขึ้น แม้ว่าคาลิสโตจะอาศัยอยู่ในโอราเคิลมานานหลายปีแล้ว แต่เขากลับไม่รู้เลยว่ามีทางลับแบบนี้อยู่จนต้องเอ่ยปากถามขึ้น

ท่านโครนอส ถ้ำนี้จะนำพวกเราไปถึงไหนกัน

อืม...ถ้ำนี้เคยถูกใช้เป็นทางหนีภัยในสมัยสงคราม มันคงทำให้เราออกห่างจากโอราเคิลได้ไกลทีเดียวล่ะ

ระหว่างที่เดินอยู่ในถ้ำ คาลิสโตก็คิดอะไรต่อมิอะไรมากมาย ท่านมาเรียยังอยู่ในโอราเคิล อยู่ท่ามกลางคนมากมายที่คิดจะแย่งชิงอำนาจโดยไม่มีใครคอยช่วยเหลือ ข้าจะหันกลับไปช่วยท่านมาเรียดีมั้ยนะ......

ไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอกน่า...

โครนอสโพล่งขึ้นราวกับรู้ความคิดของคาลิสโตพลางหันไปยิ้มให้อย่างใจเย็น

ก่อนที่จะออกมาข้าส่งสาส์นด่วนไปถึงท่านสันตปาปา กับท่านวินเซนต์ ให้รีบกลับมาที่โอราเคิลแล้ว... ข้ารู้ดีว่าเจ้าคิดอะไรอยู่ แต่ในเวลานี้หน้าที่ของพวกเราคือการตามหาดาบทั้งสองเล่มนั้นให้พบ......

คาลิสโตพยักหน้า สีหน้าที่เคร่งเครียดค่อยคลายความกังวลลงได้

ปากถ้ำอาบด้วยแสงจันทร์สีเหลืองทอง มองลงจากหน้าผาไปเห็นโอราเคิลอยู่ห่างออกไปไกลจนเกือบลิบตา แม้จะเป็นเช่นนั้นก็ยังไม่สามารถวางใจได้ว่าจะปลอดภัยจากการถูกไล่ตาม ทั้งหมดจึงได้เพียงพักเหนื่อยชั่วครู่แล้วเร่งออกเดินเข้าไปในป่าต่อ เรน่าเริ่มบ่นกระออดกระแอด พร่ำว่าอยู่ในห้องทดลองของตนยังดีเสียกว่าออกมาเดินอยู่แบบนี้เป็นไหนๆ รีลิสยังคงเดินเกาะชายผ้าคลุมคาลิสโตโดยไม่ปริปากบ่นใดๆ ด้านเลวินเองด้วยความที่มีสายเลือดเอล์ฟอยู่กว่าครึ่งทำให้การเดินทางระยะไกลไม่ใช่เรื่องที่ยากลำบากนัก หูทั้งสองข้างคอยรับฟังเสียงที่ผิดปกติอยู่ตลอดเวลาราวกับเป็นเครื่องตรวจจับการเคลื่อนไหวชั้นเยี่ยม ทั้งหกคนเดินทางต่อไปโดยไม่ได้หยุดพัก ไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้จะไปถึงส่วนไหนของโลก การเดินทางในครั้งนี้จะต้องใช้เวลานานเท่าใด พวกเขาก้าวเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆด้วยความมุ่งหวังที่เต็มเปี่ยม......

......


ในเวลาเดียวกันนั้น มาเรียกำลังอยู่ในอาการสะเทือนใจอย่างหนัก สายเลือดนักพยากรณ์ส่งคำทำนายที่เธอไม่อยากได้รับที่สุดมาให้ ......คาลิสโตจะต้องจบชีวิตลงในการเดินทางครั้งนี้......

......

2007/May/25


ซิมโฟไนท์และคาลิสโตจ้องกันไม่กระพริบตา ดาบเซนต์ฟลอร่าประกบอยู่กับดาบของคาลิสโต ท่ามกลางห้องโถงหินอ่อนขนาดใหญ่เสียงเหล็กเสียดสีกันดังกึกก้อง เป็นการต่อสู้ที่เหนือกว่าสามัญสำนึกของนักดาบธรรมดา ทั้งสองคนกวัดแกว่งดาบอย่างชำนาญและไม่มีท่าทีเหน็ดเหนื่อยเป็นแบบนี้มาร่วมหนึ่งชั่วโมงแล้ว ทั้งการรุกการรับที่สมบูรณ์แบบ

วิชาดาบทั้งหมดของคาลิสโตได้รับการถ่ายทอดมาจากคนผู้นี้ ดังนั้นหากจังหวะเพลี่ยงพล้ำแม้แต่เสี้ยววินาทีก็อาจนำความพ่ายแพ้มาให้ได้ วิลเลี่ยมไม่เคยเห็นอะไรที่น่าตื่นเต้นเท่านี้มาก่อนในชีวิต และรู้สึกทึ่งในความสามารถของคาลิสโตที่เขาเคยคิดอยู่เสมอว่าเป็นแค่คนงี่เง่าเซ่อซ่าธรรมดาๆเท่านั้น คาลิสโตผละออกมาจากคมดาบพักหายใจเล็กน้อยในขณะที่ซิมโฟไนท์ยังคงนิ่งสงบไม่มีแม้ความเหนื่อยล้า

เท่านี้ก็น่าจะทำให้เข้าใจได้แล้วนะ เด็กโง่ เจ้าไม่มีทางชนะข้าได้ จงหันหลังกลับไปซะ แล้วรอจนกว่าการพิจารณาจะถือเป็นสิ้นสุด

ซิมโฟไนท์พูดด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น

ไม่มีทางหรอกอาจารย์ ต่อให้ต้องตายตรงนี้ ข้าก็จะต้องผ่านไปให้ได้!

โง่เขลานัก เอาล่ะ! เข้ามาอีกครั้งสิ!

น้ำเสียงที่เยือกเย็นของซิมโฟไนท์กลายเป็นเสียงตวาดดังก้อง คาลิสโตพุ่งเข้าไปหาซิมโฟไนท์ในทันที ต่างคนต่างเงื้อดาบเข้าฟาดฟันเป็นครั้งสุดท้าย แต่แล้วทั้งคู่ก็หยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นจากภายในห้องนั้น

......

รีลิสกรีดร้องขึ้น ท่ามกลางที่ประชุมที่กำลังถกเถียงกันอยู่เงียบลงในทันที ดวงตาของเธอเริ่มเปลี่ยนเป็นสีฟ้าอีกครั้ง

แย่แล้ว!

มาเรียอุทานขึ้น ลางสังหรณ์ของเธอกำลังเตือนว่าที่นี่กำลังจะเกิดเหตุร้ายขึ้น ทันใดนั้นเองทุกคนที่อยู่รอบตัวรีลิสก็ถูกผลักกระเด็นออกมาด้วยพลังบางอย่าง พื้นห้องเกิดรอยแยกเป็นรูปดาวหกแฉกเรืองแสงอีกครั้ง

เกิดอะไรขึ้นน่ะ!

เสียงผู้คน ลนลานกระสับกระสาย

ทุกคน! รีบออกไปจากทีนี่เร็ว!

มาเรียตะโกนขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้ทุกคนที่กำลังตะลึงกับเหตุการณ์นี้รู้สึกตัวได้ รีลิสรำพันคาถาโบราณออกมา ตัวตนอีกคนกำลังจะตื่นขึ้นพร้อมกับหายนะ

รีลิส! เจ้าต้องเข้มแข็งไว้นะ อย่าให้พลังของเจ้าควบคุมตัวตนเจ้าได้สิ!

มาเรียพยายามตะโกนเรียกสติรีลิส แต่ก็ไม่เป็นผล ลำพังตัวเธอไม่สามารถฝ่าเข้าไปในเขตอาคมของรีลิสได้

ทันใดนั้น เสียงเพลงจากขลุ่ยที่แสนจะไพเราะ ก็ดังเข้ามาจากภายนอกหน้าต่าง เสียงนั้นมีพลังพอที่จะทำให้ทุกคนในห้องตกอยู่ในภวังค์ กระจกหน้าต่างแตกออก ชายคนหนึ่งพร้อมกับดาบเล่มมหึมาปรารกฎตัวขึ้นพร้อมกับชายอีกคนที่บรรเลงเพลงขลุ่ยนั้น ทั้งสองคือแวเรี่ยนและโนเวล หนึ่งในเจเนซิสนั่นเอง

พวกคุณ!

มาเรียพูดขึ้นมาเป็นคำสุดท้ายก่อนที่เธอจะหมดแรงล้มลงไปเพราะฤทธิ์ของเพลงกล่อมนิทราของโนเวล

คุณหนูหลับไปก่อนเถอะนะ จากนี้เราจะจัดการเอง

แวเรี่ยนยกดาบรูนซอร์ดขึ้นฟาดผ่าเขตอาคมเข้าไปอย่างง่ายดาย เขตอาคมที่แข็งแกร่งแตกออกราวกับแก้วกระจก เป็นความสามาถในการดูดซับอาคมของตัวดาบโดยเฉพาะ

แวเรี่ยนชี้ไปยังรีลิส ปีกเรืองแสงหกปีกแผ่สยายออกมาจากกลางแผ่นหลัง

อลังการ สมกับเป็นร่างทรงของเบสเฟลเรสจริงๆ พลังอะไรจะขนาดนี้

โนเวลเดินฝ่าคลื่นพลังเข้าไปหารีลิส

แต่ตอนนี้ คุณหนูหลับไปก่อนเถอะนะ

ขลุ่ยที่อยู่ในมือเปลี่ยนรูปร่างเป็นเข็มขนาดเล็กปักลงไปที่ต้นคอของรีลิส เข็มนั้นทำให้พลังทั้งหมดแตกออกราวกับแผ่นกระจก รีลิสกลับเข้าสู่นิทราอีกครั้ง พร้อมกับเบสเฟลเรส คำที่แวเรี่ยนพูดเอาไว้และปริศนาอีกมากมาย...


เสียงอะไรกันน่ะ!

คาลิสโตอุทานขึ้นหลังจากที่ได้ยินเสียงดังจากภายในห้อง ซิมโฟไนท์ไม่พูดอะไรสักคำเดียว เขาเก็บดาบเข้าฝักและเปิดประตูที่ขวางกั้นอยู่ออก

ไปได้แล้ว

ท่านอาจารย์

คาลิสโตนึกคำพูดที่จะพูดต่อไม่ออก

ไปซะ... ไปพิสูจน์อุดมการณ์ของเจ้า

เมื่อพูดจบเกราะสีทองและผ้าคลุมพลิ้วยาวของซิมโฟไนท์ก็กลืนหายไปในเงามืดของแนวเสาหินอ่อน รีบไปกันเถอะ! วิลเลี่ยมสะกิดคาลิสโตที่ยืนมองแนวเสาอยู่

พวกคุณ...

มาเรียพยายามเปล่งเสียงพูดออกมา เธอยังไม่ได้ถูกควบคุมจากเพลงขลุ่ยของโนเวลโดยสมบูรณ์

สมแล้วที่เป็นถึงผู้นำของโอราเคิล... ดูท่าเพลงกล่อมนิทราจะใช้ไม่ได้ผลกับท่านนะ...

แวเรี่ยนชายตามองโนเวลอย่างดูถูกเล็กน้อยแต่โนเวลก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก โนเวลเดินเข้าไปพยุงมาเรียให้นั่งพิงเสา

ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ พวกเราเพื่อช่วยท่าน ตามคำสั่งของไกเซอร์

โนเวลหันไปมองรีลิสที่กำลังหลับอยู่

แน่ใจได้เลย เธอเป็นร่างทรงของเบสเฟลเรสของแท้และแน่นอน...

มาเรียรู้สึกตกใจกับชื่อเบสเฟลเรสอย่างมาก แต่ไม่ว่าจะพยายามเปล่งเสียงอย่างไรก็ไม่มีเสียงออกมาจากคอเลยแม้แต่น้อยแล้วก็หมดสติไป ในขณะนั้นเองประตูถูกพังเข้ามา คาลิสโตที่เข้ามาเป็นคนแรกตกตะลึงกับภาพที่อยู่ตรงหน้า

อ๊ะ! แกมันไอ้หนุ่มในตอนนั้นนี่นา

แวเรี่ยนชี้หน้าใส่คาลิสโต ดาบที่อยู่ในมือเริ่มสั่น ความกระหายในการต่อสู้ที่เปรียบเหมือนสัญชาตญาณพุ่งพล่านไปทั่วร่าง แต่ก็ถูกห้ามไว้ด้วยท่าทีของโนเวล การปฏิบัติหน้าที่สำคัญกว่าความรู้สึกส่วนตัว แวเรี่ยนคิด

คาลิสโตกวาดสายตามองไปทั่วห้อง ทั้งรีลิสและมาเรียต่างสลบไสลทั้งคู่ คาลิสโตกำดาบแน่น กัดฟันกรอด ถ้าเขามาเร็วกว่านี้ก็คงไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ถ้าเขาแข็งแกร่งกว่านี้ ท่านมาเรียกับรีลิส รวมถึงคนอื่นๆก็คงจะปลอดภัย ด้วยความเจ็บใจที่ฝีมืออ่อนด้อย ไม่มีพลังพอที่จะปกป้องใครสักคนได้ คาลิสโตวิ่งเข้าไปหาเจเนซิสทั้งสองทันที

แต่ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่แวเรี่ยนจะรับดาบไว้ได้ เขาตวัดดาบเพียงครั้งเดียว ร่างของคาลิสโตก็ล้มลงและกระเด็นออกไปไกล ลูกธนูของเลวินที่พุ่งเข้ามาเกือบจะในทันทีก็ถูกโนเวลปัดทิ้ง

ใจเย็นๆหน่อยไอ้หนุ่ม ถ้าจะสู้กันก็ไว้คราวหน้าเถอะนะ

แวเรี่ยนส่ายหัวด้วยความผิดหวัง เดิมทีเขาคิดว่าคาลิสโตน่าจะสุขุมเยือกเย็นและมีสติมากกว่าตอนที่สู้กันครั้งแรก

คนในห้องนี้แค่หลับไปเพราะเพลงขลุ่ยเท่านั้น ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก หมดหน้าที่ของพวกเราแล้ว

โนเวลโบกมือไปมาเป็นสัญญาณ เพียงแวบเดียวบอลลูนลูกใหญ่ก็โผล่ออกมาจากกลีบเมฆรัตติกาล ราวกับว่ามันหายตัวมาโผล่ที่นี่ได้ทันที บันไดเชือกถูกหย่อนลงมาใกล้หน้าต่าง เจเนซิสทั้งคู่กระโดดออกไปเกาะไว้อย่างแม่นยำ

ไว้เจอกันนะ ไอ้หนุ่ม

เงาของโนเวลทอดยาวเข้ามาในห้อง ขณะที่คาลิสโตยืนมองบอลลูนติดเครื่องยนต์ เคลื่อนออกห่างอย่างรวดเร็ว เลวินก็ง้างธนูเล็งไปที่มัน ลูกธนูพุ่งฝ่าอากาศหมายจะแทงทะลุตัวลูกบอลลูนให้ร่วง แต่ทว่ากลับมีแสงสีเงินเป็นประกายพุ่งด้วยความเร็ว เข้ามากระทบกับหัวธนู เบี่ยงทิศทางของลูกธนูออกไปคนละทาง เลวินได้แต่ยืนอ้าปากค้าง

บ้าน่า! ธนูของฉันพลาดเป้าอย่างนั้นเหรอ!

บอลลูนลอยห่างออกไปจนลับสายตาแล้ว โดยที่คาลิสโตกับเลวินได้แต่ยืนมอง...

......

เลวินครุ่นคิดอยู่เกือบทั้งวันแล้วตั้งแต่พบเม็ดตะกั่วสีเงินหล่นอยู่ในห้องหลังจากที่บอลลูนของพวกเจเนซิสลับตาไป พอจะคาดเดาได้ว่ามันคืออาวุธระยะไกลอย่างเช่นปืน และคนที่ใช้อาวุธนั้นปัดวิถีลูกธนูของเขาในเวลากลางคืนในระยะเกือบสองร้อยเมตรได้ ต้องไม่ใช่คนธรรมดาๆแน่นอน

เจเนซิส...พวกนายจะเก่งกาจไปถึงไหนกัน

เลวินมองขึ้นไปบนท้องฟ้าสีเทาที่เมฆกำลังตั้งเค้า...

......

ข้อสรุปของเหล่าวุฒิสมาชิกหลังจากถกเถียงกันมาตลอดเช้าคือ พักการลงโทษรีลิสไว้ชั่วคราว เนื่องจากเหล่าวุฒิสมาชิกตาขาวทั้งหลายได้ประจักษ์กับพลังของเธอด้วยตัวเองแล้ว กษัตริย์ไฮแลนด์เองก็หวั่นเกรงกับพลังนั้นไม่น้อย เรื่องทั้งหมดจึงสงบลงในระยะหนึ่ง...